บทความเรื่อง "รปภ.บริสุทธ์"
ในขณะที่ทุกคนกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา หลับตาพักผ่อนฟื้นฟูพลังให้แก่ร่างกาย แต่ทว่ายังมีอีกอาชีพหนึ่งต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่เฝ้าระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับเรา
นายไพศาล สังข์แก้ว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ตำแหน่งลูกพลัด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร ปัจจุบันอายุ 35 ปี มีภรรยาและลูก 1 คน จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดท่าโรงตะวันตก จ.พิษณุโลก แต่ไม่ได้ศึกษาต่อในระดับมัธยม เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน เมื่อโตขึ้นจึงเดินทางเข้าสู่กรุงเทพเพื่อหางานทำ ได้ทำงานที่โรงทอผ้า รับค่าแรงวันละ 150 บาท จากนั้นไม่นานก็ลาออกมาทำงานที่โรงงานผลิตสายไฟ โดยที่มีค่าแรงเท่าเดิม ใช้แรงงานอยู่ในกรุงเทพฯนานถึง 5 ปี รู้สึกเบื่อหน่ายกับวิถีชีวิตในเมืองหลวง ทั้งในเรื่องของมลพิษ จราจรติดขัด การดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบและแบบตัวใครตัวมัน จึงหันเข็มทิศกลับมายังบ้านเกิดเพื่อหางานทำ ซึ่งได้สมัครงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่เราเรียกกันว่าแบบติดปากว่า “รปภ.”หรือ “ยาม”
ตอนเด็กๆ น้าไพศาลบอกว่า เขามีความฝันอยากจะเป็นตำรวจ แต่ไม่ได้ลองไปสอบเข้าที่ไหน เนื่องจากทุนทรัพย์ไม่อำนวย ซึ่งก็ไม่เป็นไร ตอนนี้ถึงแม้ไม่ได้เป็นตำรวจแต่ก็ถือว่าใกล้เคียงแล้ว เพราะ รปภ.กับตำรวจ ก็มีหน้าที่เหมือนๆกันคือดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
น้าไพศาลบอกว่าเคยเข้าเวรมากที่สุด คือ 36 ชั่วโมง ผลที่ตามมาติดๆคือ ร่างกายไม่ได้พักผ่อน ถึงแม้จะแอบงีบหลับเวลาไม่มีคนเห็นบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
ความเครียดนับเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต น้าไพศาลเคยคิดเปรียบเทียบอาชีพของตัวเองกับอาชีพของคนอื่นๆที่สังคมบอกว่ามีเกียรติมากกว่า บางครั้งก็ท้อเหมือนกันกับความคิดของสังคม แต่น้าจะมีวิธีคลายเครียดด้วยการอ่านหนังสือที่ตนเองชอบเพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เต็มเปี่ยม ทำอารมณ์ให้สนุกๆเข้าไว้ ทำงานไปเรื่อยๆ ปัญหาทุกปัญหามีทางออก มันเป็นบททดสอบคน
ครั้งหนึ่งขณะที่ทำหน้าที่โบกรถอยู่ เป่านกหวีดบอกให้รถคันหนึ่งรีบขับออกเพื่อที่จะได้ไม่ขวางทางจราจร เมื่อรถคนนั้นเข้ามาใกล้ๆ คนขับเลื่อนกระจกลงแล้วพูดว่า “ก็เป็นได้แค่ยามเท่านั้นแหละ” น้าก็อึ้ง ทำอะไรไม่ถูก เขาพูดตีแสกหน้ามาแบบนี้ เราจะไปตอบโต้เขาก็ไม่ได้ น้าบอกว่า ถึงแม้จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ น้าไม่เคยโกรธทั้งนั้น ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง อาชีพนี้เป็นอาชีพสุจริตไม่ได้กดขี่ข่มเหงหรือคดโกงใคร ทุกวันนี้เงินเดือนที่น้าได้มาส่วนหนึ่งก็หักไปเข้ากองทุนทหารผ่านศึกช่วยเหลือครอบครัวผู้อื่นด้วย
ที่ชีพจรของประเทศยังเต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เนื่องมาจากส่วนประกอบทุกชิ้นส่วนได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกอาชีพในสังคมนี้ล้วนมีความสำคัญเท่ากันหมด จะขาดอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้ การสัมภาษณ์น้าไพศาลในครั้งนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่า เราต้องรู้จักถอดหัวโขนออกเสียบ้าง จะได้เห็นโลกที่มันสวยงาม สบายๆ ไม่ใช่โลกที่มันร้อนรนอึดอัดแต่ภายในหัวโขน
พีระมิดความสมดุลแห่งสังคมจะขาดอาชีพใดอาชีพหนึ่งไปไม่ได้ ทุกอาชีพสำคัญทั้งสิ้น เป็นคำถามที่ย้อนกลับมาหาตัวเราเองว่า “เราให้ความสำคัญเท่ากันหรือยัง? ”สัมภาษณ์โดย
นายธนบัตร ใจอินทร์

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น