วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

บทความเรื่อง "รปภ.บริสุทธ์"

        บทความเรื่อง "รปภ.บริสุทธ์"


              ในขณะที่ทุกคนกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา หลับตาพักผ่อนฟื้นฟูพลังให้แก่ร่างกาย แต่ทว่ายังมีอีกอาชีพหนึ่งต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่เฝ้าระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับเรา
        นายไพศาล  สังข์แก้ว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ตำแหน่งลูกพลัด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร  ปัจจุบันอายุ 35 ปี มีภรรยาและลูก 1 คน จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดท่าโรงตะวันตก จ.พิษณุโลก แต่ไม่ได้ศึกษาต่อในระดับมัธยม เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน เมื่อโตขึ้นจึงเดินทางเข้าสู่กรุงเทพเพื่อหางานทำ ได้ทำงานที่โรงทอผ้า รับค่าแรงวันละ 150 บาท จากนั้นไม่นานก็ลาออกมาทำงานที่โรงงานผลิตสายไฟ โดยที่มีค่าแรงเท่าเดิม  ใช้แรงงานอยู่ในกรุงเทพฯนานถึง 5 ปี รู้สึกเบื่อหน่ายกับวิถีชีวิตในเมืองหลวง ทั้งในเรื่องของมลพิษ จราจรติดขัด การดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบและแบบตัวใครตัวมัน จึงหันเข็มทิศกลับมายังบ้านเกิดเพื่อหางานทำ ซึ่งได้สมัครงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่เราเรียกกันว่าแบบติดปากว่า “รปภ.”หรือ “ยาม”
ตอนเด็กๆ น้าไพศาลบอกว่า เขามีความฝันอยากจะเป็นตำรวจ แต่ไม่ได้ลองไปสอบเข้าที่ไหน เนื่องจากทุนทรัพย์ไม่อำนวย ซึ่งก็ไม่เป็นไร ตอนนี้ถึงแม้ไม่ได้เป็นตำรวจแต่ก็ถือว่าใกล้เคียงแล้ว เพราะ รปภ.กับตำรวจ ก็มีหน้าที่เหมือนๆกันคือดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
น้าไพศาลบอกว่าเคยเข้าเวรมากที่สุด คือ 36 ชั่วโมง ผลที่ตามมาติดๆคือ ร่างกายไม่ได้พักผ่อน ถึงแม้จะแอบงีบหลับเวลาไม่มีคนเห็นบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
ความเครียดนับเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต น้าไพศาลเคยคิดเปรียบเทียบอาชีพของตัวเองกับอาชีพของคนอื่นๆที่สังคมบอกว่ามีเกียรติมากกว่า บางครั้งก็ท้อเหมือนกันกับความคิดของสังคม แต่น้าจะมีวิธีคลายเครียดด้วยการอ่านหนังสือที่ตนเองชอบเพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เต็มเปี่ยม ทำอารมณ์ให้สนุกๆเข้าไว้ ทำงานไปเรื่อยๆ ปัญหาทุกปัญหามีทางออก มันเป็นบททดสอบคน
ครั้งหนึ่งขณะที่ทำหน้าที่โบกรถอยู่ เป่านกหวีดบอกให้รถคันหนึ่งรีบขับออกเพื่อที่จะได้ไม่ขวางทางจราจร เมื่อรถคนนั้นเข้ามาใกล้ๆ คนขับเลื่อนกระจกลงแล้วพูดว่า “ก็เป็นได้แค่ยามเท่านั้นแหละ” น้าก็อึ้ง ทำอะไรไม่ถูก เขาพูดตีแสกหน้ามาแบบนี้ เราจะไปตอบโต้เขาก็ไม่ได้ น้าบอกว่า ถึงแม้จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ น้าไม่เคยโกรธทั้งนั้น ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง อาชีพนี้เป็นอาชีพสุจริตไม่ได้กดขี่ข่มเหงหรือคดโกงใคร ทุกวันนี้เงินเดือนที่น้าได้มาส่วนหนึ่งก็หักไปเข้ากองทุนทหารผ่านศึกช่วยเหลือครอบครัวผู้อื่นด้วย
ที่ชีพจรของประเทศยังเต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เนื่องมาจากส่วนประกอบทุกชิ้นส่วนได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกอาชีพในสังคมนี้ล้วนมีความสำคัญเท่ากันหมด จะขาดอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้ การสัมภาษณ์น้าไพศาลในครั้งนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่า เราต้องรู้จักถอดหัวโขนออกเสียบ้าง จะได้เห็นโลกที่มันสวยงาม สบายๆ ไม่ใช่โลกที่มันร้อนรนอึดอัดแต่ภายในหัวโขน
                พีระมิดความสมดุลแห่งสังคมจะขาดอาชีพใดอาชีพหนึ่งไปไม่ได้ ทุกอาชีพสำคัญทั้งสิ้น เป็นคำถามที่ย้อนกลับมาหาตัวเราเองว่า  “เราให้ความสำคัญเท่ากันหรือยัง? ”





สัมภาษณ์โดย
นายธนบัตร  ใจอินทร์

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

ยลกลิ่นธรรมชาติ


                                                               ยลกลิ่นธรรมชาติ

                                                                    ลมหนาวราวเหนือมาเผื่อแล้ว
                                                     ส่งแววแนวหนาวเมื่อคราวผ่าน
                                                     ไล้ผิวริ้วเผื่อ...ร้อนเมื่อวาน
                                                      แผ่ซ่านผ่านเพียงลัดเรียงราย
                                                                  หยดใสใยสวยด้วยแสงแดด
                                                      โดนแผดแดดสางจนจางหาย
                                                       ม่านน้ำสีทองส่องประกาย
                                                      รุ้งฉายหลายสีส่องชีวัน
                                                                   กิ่งไม้ก่ายค้อมน้อมกิ่งก้ม
                                                      กิ่งลมเกี่ยวกล้าพาลดหลั่น
                                                      ลมฟ้าป่าแผ่ให้แก่กัน
                                                      กิ่งฝันเสียดยอดสอดฟ้าคราม
                                                                  ผืนฟ้ากลั่นน้ำให้ฉ่ำพื้น
                                                      ไหลลื่นชื่นรู้อยู่หวามหวาม
                                                      ไอดินแต่งหล้าคืนฟ้างาม
                                                       ในยามเร่งรัดอัสดง
                                                                  ลิบลิบราวเขียวนั่นเรียวป่า
                                                       พฤกษาเริ่มริผลิใบบ่ง
                                                       ใบเหลืองร่วงริวเริ่มปลิวลง
                                                       ใบเขียวยังคงเริ่มบ่งใบ
                                                                  เถาวัลย์พันเกาะเลาะไหล่หิน
                                                       ฝนรินกุมกอดแตกยอดใหม่
                                                       รากขาวยาวเลื้อยอยู่เรื่อยไป
                                                        ลึกไล้บรรจงลงเนื้อดิน

                                                                       ธนบินทร์ใจอัตร,ธนบัตรใจอินทร์



ขอให้เป็นตำนานสุดท้าย

            ขอให้เป็นตำนานสุดท้าย

               “ ตุ้ง ตุ้ง ตุ้ง ลั่นกลองก้องระทึก                                        ชูธงศึกสะบัดวาดประกาศกล้า
ท่านแม่ทัพมือสะอาดไร้ศาสตรา                                                      เพียงคาถาเสกเป่าเจ้าจงฟัง
                จงเร่งรีบถอยทัพกลับไปเถิด                                              ยังบ้านเกิดเมืองนอนแต่ก่อนหลัง
หยุดยุแยงชักใบให้เรือพัง                                                                 สร้างความหวังไร้ผลของคนตาย
                เสียงตะโกนกู่ดังฝั่งตรงข้าม                                              หยุดเหยียดหยามเลอะเทอะเถอะสหาย
หากยืดยาวพังครืนลื่นน้ำลาย                                                            ชาติจะพ่ายหากผู้นำไม่ทำงาน
                ตูม!ปืนใหญ่ เช้ง! ดาบกล้ากระชั้นชิด                            หลายชีวิตล้มสิ้นกลางดินกร้าน
นั่นรอยเลือดกลิ่นสดหยดเต็มลาน                                                   คือตำนานนักฆ่าโดยอารมณ์
                ใช่ข้าศึกขมขื่นเมืองอื่นไม่                                                 คือศึกในกล้ำกลืนจึงขืนข่ม
ไม่ชนะไม่แพ้มีแต่จม                                                                          เน่าสะสมศพมากบนซากเมือง
                ปิด...หนังสือประวัติศาสตร์                                               เพราะโดนบาดเจ็บเหลือด้วยเนื้อเรื่อง
แต่ละแผ่นแต่ละหน้าล้วนสิ้นเปลือง                                               บันทึกเบื้องหมายเหตุประเทศไทย
                รวมเลือดเนื้อเชื้อไทยเลือดใครแน่                                   เลือดไทยแท้มิเปลี่ยนที่เวียนไหล
หรือมีเลือดสัตว์ต่างไว้ข้างใน                                                           เราจึงได้ลบค่าคำว่าคน
                ขอให้เป็นตำนานดังครั้งสุดท้าย                                       มิขอหมายอ่านแน่แม้อีกหน
ทุกบรรทัดบีบน้ำตาประชาชน                                                          ให้ท่วมล้นหลั่งรินแผ่นดินเนา
                ผมไม่รู้ต้นสายถึงปลายเหตุ                                                หรืออาเพศเคราะห์ซ้ำใช้กรรมเก่า
กลัวว่าฝันเลือนลางจะบางเบา                                                          กลัวที่เราก้าวย่ำ ซ้ำรอยเดิม...  

                                                                                                                                                       ธนบินทร์  ใจอัตร
                                                                                                                        ส่งประกวดบทกวีการเมืองพานแว่นฟ้า 2554
                                                                             


วันพฤหัสบดีที่ 15 กันยายน พ.ศ. 2554

ดินสอกายสิทธิ์

      ดินสอกายสิทธิ์                     

                                                                 ๏ มีเพียงแต่ดินสอไม้ปลายแหลมแหลม
                                                    จรดแต้ม ณ กระดาษสะอาดขาว
                                                    ใส่อักษรบรรจงลงเรื่องราว  
                                                    ดินสอยาวแนบติดความคิดมา

                                                                 ๏ ฉันจะสร้างแสงรวงดวงอาทิตย์
                                                   เนรมิตดอกไม้แย้มแซมทุ่งหญ้า
                                                   สร้างเมฆสวยน่ามองแก่สองตา
                                                   สร้างผืนฟ้าสีใดตามใจจินต์

                                                                 ๏ จะหยิบดาวแห่งฟ้ามาเรียงร้อย
                                                    เป็นมงกุฎดาวน้อยประดับปิ่น
                                                    เปลี่ยนบ้านเป็นวิมานปานเทวิน
                                        ปั้นแผ่นดินไร้รูป...เป็นรูปทรง


                                                     ยกเอาป่าหิมพานต์แห่งลานพฤกษ์
                                                    เอามาวางแทนตึกที่สูงส่ง
                                                    เอาหมอกขาวพราวไหวแห่งไพรพง                                        
                                                    มาปล่อยลงแทนควันที่ตันเมือง

                                                    ๏ ฉันสามารถสร้างฉากที่หลากรส
                                                    ฉันสร้างบทบนกระดาษที่ปราดเปรื่อง
                                                    ตัวละครเริ่มจบต้องครบเครื่อง
                                                    ฉันสร้างเรื่องสร้างวิถีสร้างชีวิต


                                                                 ที่ทำได้ใช่คนรวยล้นฟ้า
                                                     แต่สองมือที่ได้มาฟ้าลิขิต
                                                     ที่สร้างโน่นสร้างนี่ใช่มีฤทธิ์
                                                     ใช่พิเศษพิสิทธิ์เหนืออื่นใด


                                                                 เพราะความฝันทวีไม่มีสุด
                                                     ค่อยค่อยผุดเจาะจงปั้นลงใส่
                                                     ไม่ต้องจ้างวานง้อใครต่อใคร
                                                      เพียงมีใจจมปลักรักบทกลอน

                                                                                                       ธนบัตร  ใจอินทร์
                                                                                             อยู่ในรวมบทกวีเรื่อง "หุบมนุษย์"


                                                                                 

อุดมการณ์ของแม่

อุดมการณ์ของแม่

ตีนหนาและมือกร้าน                      
แต่ไม่เคยเกียจคร้านการต่อสู้
หยาดเหงื่อที่รินหลั่งอย่างพรั่งพรู            
ไม่มีการล่วงรู้อนาคต
                                                            เพราะสำเนียกคำว่าหน้าที่แม่        
ขอเพียงแค่ลูกอิ่มแม่ยอมอด
ยอมชดใช้ชีวันที่รันทด                               
และขอจดจำไว้ชายคนนั้น
                                                            ถึงเลือดจะ...ซึมออกทางผิวแตก  
ถึงตีนขามือแหลกจนตัวสั่น
จะไม่ง้อให้กลับมาหากัน                           
ลูกของฉันโชคดีมีบุญนำ
                                                            ขณะที่ใจไม่ตายกายยังสู้                
จะยืนอยู่ตั้งตนไม่ตกต่ำ
ไม่เคยคิดตัดเคราะห์สะเดาะกรรรม         
แค่เพียงทำทุกวันให้มันดี
                                                            ลูกคนเดียว...แม่เลี้ยงได้                 
สัญญากายสัญญาใจจะไม่หนี
ขณะแม่ยอมจำถูกย่ำยี                                 
หวังลูกนี้...ปฏิวัติขัดสังคม

#บทกวีนี้ได้พิมพ์เผยแพร่ 
                                    ธนบินทร์ใจอัตรธนบัตรใจอินทร์

                                     

คลำหา...ประชาธิปไตย


                                                  คลำหา...ประชาธิปไตย

             แหกคอ...ตะโกนก้องขึ้นท้องฟ้า                     เพื่อถามว่าอำนาจประชาอยู่ที่ไหน
แสงระรับระยิบธิปไตย                                                ถูกมือใครดำดำครอบงำเอา
            เขาขุดดินหาประชาธิปไตย                             มันฝังรากบึกลงไปอยู่ไหนเล่า
มีเพียงดินก้อนด้านอยู่นานเนา                                     สำหรับเขายัดปากฝากชีวิต
            ถือไม้เรียวสอนคำว่าประชาธิปไตย                 ให้รู้ไว้ล้ำค่าคำว่าสิทธิ์
เสรีภาพหาบเร่เนรมิต                                                  แค่ความคิดนิยามนามธรรม
            ร้อยมาลัยขายเสรีตรงสี่แยก                             โดยการแบกโดนเทียบโดนเหยียบย่ำ
คำว่าสิทธิ์ลำบากไม่อยากจำ                                        ให้ความหมายให้คำมาทำไม
            ไหวมือวาดกวาดถนนขนขยะ                         เขายอมละหน้าที่ที่ฝันใฝ่
ยอมก้มหน้าสองมือทำอยู่ร่ำไป                                    เขาอยู่ในความเกรอะกรังของสังคม
            เขาแบกปืนยืนสั่นกันประเทศ                         เพื่อป้องเขตเมืองนี้ให้มีร่ม
พอสิ้นชีพต่างชนคนนิยม                                            แล้วสายลมแห่งเวลาก็พาเลือน

          "  เสเอ๋ย...เสรีภาพ                                               จะเทียบทาบสิ่งใดเหมือน
เป็นนกเป็นดาวเดือน                                                   มีรุปร่างเป็นอย่างไร
            มีหน่วยระบุวัด                                                 บอกบ่งชัดอยุ่กับใคร
ใครกอบครอบงำไว้                                                     มาแบ่งปันพวกฉันที...!!   "

                                                                                                                 (ธนบัตร  ใจอินทร์)
                                                                                                                  ธนบินทร์  ใจอัตร 
                                                                                                                  ๒๗ มิ.ย. ๒๕๕๔