วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

จงเติมความตายลงในช่องว่าง



จงเติมความตายลงในช่องว่าง

เหงื่อเม็ดเป้งเริ่มแทรกผิวหนังผุดขึ้นมาบนใบหน้าของผม รู้สึกว่าคืนนี้มืดผิดปกติ มันมืดจนแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางสว่างเท่าปลายธูป หรือสมองของผมอาจเบลอมากไปจนส่งผลให้สายตาฝ้าฟาง
            เชี้ย! สับสนไปหมดแล้ว ผมคิดว่าผมเลือกถูกทางแล้วนะ ทำไมสวรรค์ไม่เห็นใจผมบ้างเลย หรือว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่พอให้คนเลวที่อยากจะกลับตัวเป็นคนดีได้ยืนแล้ว ตอนที่ผมทำชั่วผมยังใช้ชีวิตอยู่ได้ตั้งนานแต่เมื่อผมอยากกลับตัวเป็นคนดีทำไมเวลาเหลือน้อยแบบนี้ แม่งเอ้ย! มืดแปดด้านมันต้องมีด้านที่เก้าอยู่บ้างสิ หรือผมอาจเลือกทางเดินผิด อันที่จริงผมไม่น่าเลือกมาเดินเส้นทางใหม่เลย ไอ้โง่ ใช่แล้วผมมันโง่...
            ผมชื่อ ขจร ศักดิ์เสถียร เป็นลูกน้องของเจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ของประเทศ
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผมเป็นลูกน้องคนสนิทของเขา หน้ากากของเจ้านายผมคือนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้าน เขาเป็นคนใจดี โอบอ้อม ให้ความร่วมมือกับโครงการของทางภาครัฐและเอกชนเสมอมา ทำให้ไม่มีใครสงสัยหน้าที่แท้จริงของเขาเลยแม้แต่น้อย ผมคอยคุมการส่งยาบ้าให้เจ้านายมา 6 ปีแล้ว จนกระทั่งเมื่อ 3 เดือนก่อนที่เป็นจุดหักเหของชีวิต
            พ่อผมตาย ตายเพราะยานรก ผมยังจำภาพนั้นได้ดี วันนั้นพ่อขายก๋วยเตี๋ยวอยู่หน้าบ้าน ในขณะที่กำลังถือชามก๋วยเตี๋ยวไปเสิร์ฟที่โต๊ะลูกค้า จู่ๆก็มีคนเมายาบ้าถือมีดปลายแหลมวิ่งเข้ามาจ้วงแทงพ่อผมไม่ยั้งมือ รอยมีดสิบกว่าแผลกระจายอยู่เต็มทั่วท้อง เลือดแดงเข้มอาบเต็มเสื้อยืดขาวตัวที่พ่อใส่ขายของประจำ แม่ผมกรีดร้องราวกับคนเสียสติ ชาตะชีวิตของคนเมายาบ้าขาดสะบั้นลงด้วยการถูกรุมประชาทัณฑ์จากชาวบ้านในละแวกนั้น หลังจากงานศพของพ่อสิ้นสุดลง ผมเก็บตัวเงียบกว่าหนึ่งสัปดาห์ และได้ตัดสินใจว่า จะตั้งใจและตั้งตัวเป็นศัตรูกับไอ้ยานรกแบบลับๆ
            ผมส่งแอบข้อมูลการส่งยาบ้าของเจ้านายให้กับตำรวจ โดยที่ในขบวนการของผมไม่มีใครรู้แม้แต่คนเดียว  ตั้งแต่นั้นมาทำให้ตำรวจบุกทลายการซื้อขายยาบ้าได้แทบทุกครั้ง ผมรู้สึกดีใจเล็กๆที่อย่างน้อยได้มีส่วนทำให้สังคมนี้ปลอดยาเสพติด แม้อาจจะไม่หมดไปเลยก็ตาม แน่นอนเพราะไม่ได้มีคนค้าขายแค่รายเดียว
            วันหนึ่งเจ้านายก็โทรศัพท์มาหาผม
            ไอ้จร มึงอยู่ไหนวะ
            “อยู่บ้านครับนาย
            “มึงมาหากูที่บ้านหน่อย ตอนนี้เลย
            ได้ครับ เดี๋ยวผมไป ไม่รู้ว่ามีงานอะไรเร่งรีบหรือ เปล่าปกติแล้วเขาไม่ค่อยเรียกผมไปหาแบบนี้ ส่วนมากจะนัดตามร้านอาหารหรือแค่โทรมาคุยเรื่องงานเท่านั้น ถึงผมเป็นลูกน้องคนสนิทแต่ก็ไม่ได้เป็นคนขี้ประจบสอพลอ นี้อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาไว้ใจก็เป็นได้
ผมขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจมาถึงบ้านของเจ้านาย บ้านไม้สักสีเหลืองทองหลังใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ บ้านขนาดสองชั้นหลังคาทรงสูง รถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศจอดเรียงรายอวดโฉมกันหน้าสลอนอยู่ในโรงรถ นี่ถ้ารวมสวนพรรณไม้รอบๆบ้านด้วยแล้วก็คงกว้างประมาณร้อยกว่าไร่
สกปรกทั้งหลังผมแสยะยิ้ม จะมีใครรู้บ้างว่าบ้านหลังนี้สร้างมาจากเงินสกปรก           
            ผมเดินมาจนถึงห้องของเจ้านายคนเก่ง เอื้อมมือบิดลูกบิดสีทองแล้วออกแรงดันประตูเข้าไป และนั่น!เจ้านายของผมนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวเก่งที่ทำมาจากไม้มะค่าสีดำมะเมื่อม
            มาไวจริงๆ ให้มันได้อย่างนี้สิ ถ้าลูกน้องคนอื่นได้อย่างมึงนี่กูคงไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้หรอก
            ผมไม่ตอบได้แต่ยิ้มลูกเดียว
            เอ้านี่ ของฝากจากจีน ให้ไปแล้วก็ใส่ซะด้วย กูไม่ได้ให้เอาไปเก็บผมยื่นมือรับถุงกระดาษหรูใบโตแล้วยกมือไหว้ หยิบของข้างในออกมาดูจึงพบว่ามันเป็นเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีน้ำเงินตัวงาม มันคงราคาหลายพันอยู่
            ขอบคุณครับผมยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง คิดว่าเสื้อเชิ้ตตัวนี้มันคงไม่ทำให้เจ้านายผมขนหน้าแข้งร่วงหรอก
            แล้วก็นี่ล็อตต่อไป จัดการให้ดีล่ะ พักหลังนี่ตำรวจกวนบ่อยเหลือเกินเจ้านายยื่นซองสีน้ำตาลให้ผม ไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าข้างในคืออะไร มันคือข้อมูลการส่งยาบ้าในรอบต่อไป
            ครับผมผมตอบสั้นๆแต่หนักแน่น
               เช้าวันต่อมา ผมลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความสดชื่นเป็นพิเศษ วันนี้ผมต้องทำหน้าที่ของหัวที่สองที่ตนเองรับผิดชอบ ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวและไม่ลืมที่จะใส่เสื้อเชิ้ตตัวงามที่เจ้านายให้มา
            10 โมงเช้าร้านกาแฟร้านหนึ่งห่างจากที่พักของผมไม่มากนัก นั่งรอไม่นานบุคคลที่นัดไว้ก็ปรากฏตัว
            เชิญนั่งครับ ผมพูด
            ขอบคุณครับผม ไม่ได้เจอคุณหลายอาทิตย์แล้ว ของหมดหรอครับถึงไม่มีข่าว
            “พอดีเจ้านายผมเดินทางไปต่างประเทศก็เลยหายไปพักหนึ่ง
            “วันนี้ก็เลยเอาข่าวดีมาบอกใช่มั้ยครับ
            ผมพยักหน้า ยิ้ม...
โรงแรมแดนฟ้า สุขุมวิท64  ชั้น8 ห้อง 809
ทำไมคุณถึงไม่ยอมบอกตัวจริงของเจ้านายคุณให้เรารู้ล่ะ ตำรวจพร้อมที่จะคุ้มกันคุณเสมอนะ
ผมเกรงว่าเกราะของเจ้าหน้าที่จะแกร่งไม่พอนะสิครับ เอาไว้ผมพร้อมเมื่อไหร่ผมจะเปิดโปงทุกสิ่งเอง
การสนทนาระหว่างผมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจบลงด้วยกาแฟคนละถ้วย
ผมเดินออกมานอกร้าน การเปลี่ยนสภาพอากาศจากเย็นเฉียบแบบกะทันหันทำให้ร่างกายของผมแทบวูบลงไปกองกับพื้น ชายชุดดำแปลกหน้าสวมหมวกกันน็อคสองคนขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดเฉียดผมไม่ห่างนัก ทันใดนั้นไอ้คนซ้อนก็เล็งปืนลูกโม่สมิทแอนด์เวสสันมาที่ผม ผมรู้จักปืนรุ่นนี้ดีเพราะมันเป็นอาวุธคู่กายของผม แต่แล้วมันก็ไม่ยิง มันทำท่าขยับปืนขึ้นราวกับว่ากระสุนได้พุ่งตัวออกจากรังเพลิงมาแล้ว คนขับบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์กระชากตัวออกไปโดยทิ้งผมยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงนั้น
ผมเรียกสติคืนกลับมา เจ้านายผมคงจะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว รีบพาตัวเองออกจากสถานที่นั้นโดยเร็วที่สุด ผมจะไม่กลับบ้าน ตอนนี้บ้านคงโดนลูกน้องคนอื่นๆยึดเอาไว้แล้ว ผมโบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง
ไปไหนก็ได้ ที่ไกลจากกรุงเทพ ผมมีเงินผมบอก คนขับแท็กซี่พยักหน้า ผมจึงก้าวขึ้นรถอย่างรวดเร็ว แอร์เย็นเฉียบปะทะเหงื่อบนใบหน้าทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง  ผมคิดว่าผมเลือกถูกทางแล้วนะ ทำไมสวรรค์ไม่เห็นใจผมบ้างเลย หรือว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่พอให้คนเลวที่อยากจะกลับตัวเป็นคนดีได้ยืนแล้ว ตอนที่ผมทำชั่วผมยังใช้ชีวิตอยู่ได้ตั้งนานแต่เมื่อผมอยากกลับตัวเป็นคนดีทำไมเวลาเหลือน้อยแบบนี้
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา เผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
จอดตรงนี้เลยครับพี่ เท่าไหร่ครับ
สองพันครับผมหยิบกระเป๋าเงิน ส่งธนบัตรให้คนขับไปสองพันห้าร้อยบาท
ที่นี่ที่ไหนครับ
ผมพาคุณมาสระแก้วครับคนขับแท็กซี่บอก เขาจะรู้หรือเปล่าว่าเขาพาผมมาจังหวัดบ้านเกิด แต่ก็ดี ผมหวังว่าที่นี้จะทำให้ผมรอดชีวิตจากเงื้อมือมัจจุราชได้
ผมเปิดประตูรถก้าวออกมา ตอนนี้มืดสนิทแล้ว เหงื่อเม็ดเป้งเริ่มแทรกผิวหนังผุดขึ้นมาบนใบหน้าของผม รู้สึกว่าคืนนี้มืดผิดปกติ มันมืดจนแสงไฟข้างทางสว่างเท่าปลายธูป หรือสมองของผมอาจเบลอมากไปจนส่งผลให้สายตาฝ้าฟาง ผมขยับคอเสื้อเพื่อระบายอากาศที่ร้อนรุ่ม มือไปโดนกระดุมเม็ดหนึ่งที่ปกเสื้อ กระดุมเม็ดนั้นใหญ่กว่าเม็ดอื่น ผมกระชากกระดุมเม็ดนั้นจนขาดออกจากเสื้อในทันที ขว้างลงที่กับพื้นแล้วกระทืบจนมันแตก ไม่ผิดคาด เผยให้เห็นวงจรไฟฟ้าเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในนั้น มันคือเครื่องGPS
ปัง! ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่อกข้างซ้าย ...

ธนบินทร์  ใจอัตร

     


                
             
           
   

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การเดินทางบนสะพานชีวิต



การเดินทางบนสะพานชีวิต


                “ชีวิตก็เหมือนขึ้นสะพาน เมื่อถึงกลางสะพานก็เป็นการเดินลง” คำพูดนี้เป็นของปู่เย็น แก้วมะณี เฒ่าทระนงแห่งแม่น้ำสมุทรสงคราม ที่เคยพูดไว้เมื่ออายุเกือบ 100 ปี
             ผมเคยเจอปู่ครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ ในโฆษณาทางโทรทัศน์ตอนนั้นผมโตพอที่จะรู้และคิดแล้ว ผมเจอปู่ฝ่ายเดียว และผมเป็นปู่อีกหลายๆครั้งต่อมาผ่านสื่อโทรทัศน์รายการต่างๆ  แต่รายการที่ผมคิดว่าเจาะลึกชีวิตของปู่แบบถึงแก่นถึงกระดูกจริงๆคือรายการคนค้นฅน ผมได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและความคิดอันสมถะ ปู่เลือกที่จะอยู่กับเรือลำน้อยที่ลอยอยู่บนลำน้ำโดดไม่ต้องเดือดร้อนใคร ปู่เลือกที่จะอยู่แบบนี้เพราะแกมีความสุข ผมไม่ได้ให้ทุกคนมาอยู่บนเรือ แต่อยากให้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองมีความสุขนั่นแหละดี แต่มันต้องเป็นความสุขที่แท้จริงไม่ใช่ความสุขที่มาแบบฉาบฉวยหรือความสุขปลอมๆ
            ตอนนี้ผมอายุ 18 ปีแล้ว ชีวิตผมอาจเดินมาถึงกลางสะพานแล้วก็เป็นได้ ใครจะล่วงรู้ หมอดูที่ไหนผมก็ไม่เชื่อ ถ้าผมเดินมาถึงกลางสะพานจริงๆ นี่หมายความว่าผมกำลังเริ่มเดินลงสะพานแล้ว และแปลได้อีกว่าตอนนี้ผมคิดว่าผมมาตัวเปล่า ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย คำพูดของปู่เย็นเป็นเหมือนสปริงดันความคิดและตัวของผมให้กลับขึ้นยืนมาอีกครั้ง
            ผมเพิ่งกลับจากค่ายยังไรท์เตอร์3 ค่ายนี้เป็นค่ายนักเขียนเรื่องสั้น ผมห่างหายจากการเขียนไปพอสมควรอาจจะรู้สึกอิ่มตัว รู้สึกเบื่อหรือคลังคำในสมองอาจจะไม่พอก็ไม่รู้ แต่ค่ายนี้ทำให้หัวใจของผมที่ฝ่อแฟ่บกลับมาบวมเป่งเต่งตึงขึ้นอีกครั้ง ผมรู้แล้วงานเขียนนี่แหละผมรักมันที่สุด การที่เราห่างมันไปบางครั้งทำให้รู้ว่ามันมีความสำคัญมากเพียงใด และยิ่งมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆผู้ร่วมอุดมคติเดียวกัน(ไม่ใช่อุดมการณ์) เติมไฟฝันให้กันเรื่อยๆทำให้หลังจากกลับค่าย ไฟรักงานเขียนในหัวใจของผมจึงยังไม่มอดดับ นี่แหละเป็นสิ่งที่ผมโหยหา
            ผมกำหนดระยะทางของสะพานชีวิตไม่ได้ แต่ผมสามารถกำหนดการเดินทางบนสะพานได้ ทางอาจชันมากชันน้อย อาจมีเสี้ยนไม้หรือตะปูคอยทิ่มแทง ก็ให้คอยระมัดระวังหน่อย วางแผนให้ดีๆดูทางก่อนแล้วค่อยๆเดิน บางคนสะพานชีวิตยาวถึงร้อยปี บางคนห้าสิบปี บางคนสั้นกว่านั้น หรือบางคนสั้นขนาดที่ว่ายังไม่มีโอกาสได้ใช้ออกซิเจนหายใจสักครั้ง ไม่มีใครรู้หรอกว่าสะพานชีวิตของตัวเองสั้นยาวขนาดไหน และอาจไม่มีใครรู้เลยว่า...พรุ่งนี้เราได้เดินมาถึงตีนสะพานแล้ว !

ธนบินทร์  ใจอัตร





            

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความในใจของ “เป็ด”



ความในใจของ “เป็ด”


           เขาบอกว่าเป็ดบินได้ แต่ไม่เก่งเท่านก
           เขาบอกว่าเป็ดว่ายน้ำได้ แต่ไม่เก่งเท่าปลา
           และเขาบอกว่าเป็ดวิ่งได้ แต่ไม่เก่งเท่าสิงโต...!!
           เป็ดอาจจะกำลังจามเพราะโดนใครต่อใครนินทา ใครกันนะช่างเปรียบเทียบ ผมอยากรู้จริงๆ มันก็จริงอยู่ซึ่งผมไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ถึงกระนั้นคุณอย่าฟังความข้างเดียว ไม่สงสารเป็ดบ้างหรอ มันกลายเป็นจำเลยไปเรียบร้อยแล้ว จะไปขึ้นโรงขึ้นศาลที่ไหนได้ ล่ามแปลภาษาเป็ดก็ไม่มี วันนี้ผมแค่อยากจะเสนอในมุมมองของเป็ดบ้าง เนื่องจากเป็ดทนไม่ไหวจึงโทรศัพท์มาขอร้องผมให้ช่วยเขียนบทความเพื่อชี้แจงความในใจที่อัดอั้นมานานแสนนาน
           คุณเคยเห็นเป็ดเล่นเฟซบุ๊คบ้างไหม?คุณเคยเห็นเป็ดปิดถนนประท้วงหรือเปล่า? ผมไม่เคยเห็นม็อบชาวเป็ดเทศ เป็ดไทย เป็ดนิโกร หรือแม้เป็ดปักกิ่งก็ไม่เคยเห็นมาชุมนุมเลยแม้ครั้งเดียว หรือมนุษย์มักไม่อยู่เฉยชอบเอาอะไรมาคิดเป็นตุเป็นตะอยู่ตลอดเวลา ...เรามาดูสิ่งที่เป็ดอยากจะบอกเรากันเถอะ...
. . .

           กูบินได้แต่ไม่เก่งเท่านก สิ่งที่กูภูมิใจกว่านกคือ นกมันว่ายน้ำไม่ได้
             กูว่ายน้ำได้แต่ไม่เก่งเท่าปลา แต่สิ่งที่กูได้เปรียบคือ ปลามันมาวิ่งบนบกไม่ได้
            กูวิ่งได้แต่ไม่เก่งเท่าสิงโต สิ่งที่สิงโตมันอับอายคือ มันไม่สามารถบินได้เหมือนกู
           ...ถึงจะไม่ได้เก่งแบบเชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยกูก็เก่งเป็น เก่งแบบรอบด้าน ไม่ได้เก่งด้านเดียว กูมีครูและเรียนรู้เองได้จากสัญชาติญาณ ถึงแม้จะบอกว่ากูเก่งไม่จริง ไม่ลึกซึ้งเหมือนกับนก ปลา สิงโต คำกล่าวหานี้ บอกเลยว่า กูไม่ต้องการแข่งกับใครหน้าไหน กูขอแข่งกับตัวเองดีที่สุด มนุษย์เหวยกินกูแล้วยังจะมาว่ากูอีก ไม่อายบางหรอ พวกมึงบางคนยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เกาะพ่อแม่กินลูกเดียว ดูกูซิ จะกินก็หาเองเคยให้แม่คาบอาหารมาป้อนใส่ปากซะที่ไหน..
เลิกเปรียบเทียบกูกับสัตว์อื่นๆได้แล้ว พวกกูอยู่กับธรรมชาติ ไม่ได้ไปวุ่นวายยึดบ้านพวกมึงมาอาศัยซะหน่อย กูอยู่กับสายน้ำอยู่กับพื้นดินอุดมสมบูรณ์ ไม่ได้ชอบเตาอบร้อนๆของพวกมึงเลย เผ่าพันธุ์กูออกไข่มาพวกมึงก็เอาไปขาย บ้างก็เอาไปทอดไปเจียวร้อนๆ มึงไม่เห็นน้ำตาพวกกูบ้างหรอ ถ้ากูเอาลูกมึงมาทอดกินบ้างมึงจะว่ายังไง
อารมณ์ไม่ดีก็บอกว่าเซ็งเป็ด อะไรไม่พอใจก็บอกว่า...(ผมขอเซ็นเซอร์นะครับ)เป็ด กูไปทำอะไรให้มึงไม่พอใจมึงถึงกับต้องมา...(เซ็นเซอร์)กู อารมณ์ทางเพศมึงไม่มีที่ระบายแล้วหรอ รูเสาไฟฟ้านั่นปะไร?
โถ่...มนุษย์เอ๋ย ย้อนกลับไปดูตัวเองบ้างเถอะ ทุกวันนี้เก่งอะไรบ้าง นอกจากใช้ปากนินทาว่าร้ายชาวบ้าน ใช้สมองคิดแต่เรื่องสกปรก ใช้หูฟังแต่เรื่องไม่ดี ใช้จมูกดมแต่กลิ่นเหม็นเน่า ยังจะมีหน้ามาว่ากูอีก ไม่อายบ้างหรือ? แต่ถ้ากูเป็นคน..กูอาย อ้ายอาย พอแล้ว ผมขอระบายแค่นี้ละครับคุณธนบัตร ผมไม่ได้ว่าคุณนะ แต่ถ้าคุณจะรับก็ช่วยไม่ได้...”

. . .


คุณเป็ดวางสายไปแล้ว ผมยังคงจุกอยู่ ตั้งแต่ฟังแกเล่ามาก็โดนไปหลายหมัด ถ้าคำพูดเป็นหมัดจริงมีแรงจริงๆผมคงน่วมไปทั่วตัว เหตุผลของเป็ดตัวนี้แน่นมาก เวลากินระวังด้วยนะครับ

กลับ กลับ กลับ กลับ กลับ กลับ กลับ...


ธนบัตร ใจอินทร์
ผู้รับโทรศัพท์

วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บทความเรื่อง "มนุษย์ ชีวิต สัตว์สังคม"


บทความเรื่อง..."มนุษย์ ชีวิต สัตว์สังคม"

            ในช่วงเวลานี้ผมไม่รู้เป็นบ้าอะไร มันมักจะมีคำถามผุดขึ้นมาในสมองอยู่เสมอว่า ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าพูดถึงในเรื่องของอายุ ผมคงโตพอที่จะคิดเรื่องนี้แล้ว
            มีรุ่นน้องคนหนึ่งถามผมว่า “จะใช้ชีวิตยังไงดี”
เอ่อ...ตอบยากเหมือนกันนะ แต่ไม่ยากเกินจะตอบ ผมก็ไม่ใช่ผู้ทรงภูมิความรู้มาจากที่ไหน แต่ก็จะตอบโดยใช้เหตุผลเป็นคานหลักและความเป็นจริงเป็นตะปูยึดเอาไว้  ก่อนอื่นเราต้องแยกคำตอบออกเป็นสองมุมมอง
มุมมองแรก มองในบริบทของตัวเราเอง ให้ตัวเราเป็นหลัก ใช้ชีวิตตามคติพจน์ “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” ประโยคนี้เป็นคำพูดสุดฮิตของคนทุกยุคทุกสมัย ใช้พูดเป็นคติประจำใจเมื่อเวลามีคนถาม นึกอะไรไม่ออกก็จะพูดว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” เอามาเป็นไม้กันหมาไว้ก่อน สั้น ง่าย กระชับ ได้ใจความ แต่..ไม่ค่อยทำ วันหนึ่งเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ประเด็นมันอยู่ที่ว่าใครล่ะ? จะใช้ชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุด แต่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เรารู้อยู่แล้วว่าวันนี้เราใช้ชีวิตคุ้มค่าหรือเปล่า บางคนมาบ่นว่า “เกรดตกว่ะ...รู้อย่างนี้อ่านหนังสือก็ดีอยู่หรอก” ไอ้คำว่ารู้อย่างนี้หรือรู้งี้ ชี้ให้เห็นเลยว่าพวกนี้นี่แหละประมาท ชอบขอรีเทิร์นชีวิตใหม่ อ้อนวอนเทวดา คำนึงถึงอดีต ก่นด่าสวรรค์ โทษโชคชะตา อยากให้โดเรมอนกระโดดออกมาจากหนังสือ เพื่อที่จะได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนชีวิตกลับไปก่อนหน้าเวลาที่จะผิดหวัง
มุมมองที่สอง มองในฐานของสังคมแต่ยังคงใช้ตัวเราเป็นหลัก  มนุษย์เป็นสัตว์สังคมมีการปฏิสัมพันธ์ พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สื่อสารกันตลอดเวลา ยิ่งในยุคเทคโนโลยีเช่นนี้ยิ่งแล้วใหญ่เลยถ้าถามว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรในแง่ของมนุษย์ในสังคม ง่ายมาก ก็แค่เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นเท่านั้นเอง ไม่บังคับขู่ฟอดๆให้คนอื่นทำตามใจตัวเอง หรือตั้งตัวเป็นเจ้าพ่ออุปโลกน์กฎหรือประเพณีบ้าๆขึ้นมา หรือไม่เอาปืนไปลั่นใส่หัวใคร แค่นี่ก็ถือว่าเราเคารพในสิทธิเขาแล้ว เรารักเสรีภาพ คนอื่นก็เช่นกัน
ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ มีสติหน่อยนึง เพ่งพินิจพิจารณาว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ไม่ได้กระทบ กระเทือนหรือระแคะระคายใคร ศีล มันก็ไม่จำเป็นต้องมีแล้ว จะมีไปทำไมในเมื่อทุกคนเคารพซึ่งสิทธิของกันและกันรวมถึงเคารพตัวเองด้วย กฎหมายก็ไม่สำคัญแล้วในเมื่อทุกคนมีความรับผิดชอบ และก็สังคมมนุษย์ก็จะเข้าสู่ยุคพระศรีอริยเมตรัย ในไม่ช้า..

ปล.เนื่องจากเราเป็นมนุษย์ปุถุชน กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็ห้ามอะไรกันไม่ได้ ถ้าหากคุณเอาระเบิดไปปาใส่บ้านเขา หมายถึงคุณไม่ได้เคารพในสิทธิของเขา คุณก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาอาจจะโดนปรับ ติดตารางกินข้าวแดงแกงเย็นๆจืดๆ โดนรุมประชาทัณฑ์ โดนด่า คุณก็ต้องยอมรับโดยดุษณี ฉะนั้นเนื้อหาในบทความดังกล่าวจึงเป็นเนื้อหาในอุดมคติ
            ปล.
2    ผมตั้งปล.1 ขั้นมาเพราะจงใจท้าทายสังคม

    พระเจ้าแฉะ
18 /พ.ย./54

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ขอแรง...จากแสงดาว

ขอแรง...จากแสงดาว


...มองไม่เห็นจันทร์พราวแล้วคราวนี้
ลำพังที่ยิ้มฝืนในคืนหนาว
มีเพียงสีอ่อนแรงของแสงดาว
เป็นผองเพื่อนในคราวที่หนาวใจ

...ความสดใสหายไปจากใบหน้า
ดาวถามว่า"เป็นเธอ...เธอใช่ไหม"
เหตุผลเพราะระยะทางที่ห่างไกล(ใจ)
"ไม่เป็นไร...วันนี้ยังมีดาว"

ธนบัตร  ใจอินทร์
16 พ.ย. 54
(ณ  คืนหนึ่ง)



วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รถไฟ(ฟ้า)


รถไฟ(ฟ้า)

 “ไอ้หมาน้อย...ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวไม่ทัน”  ประโยคนี้ทำเอาเด็กน้อยสะดุ้งพรวด แม้จะได้ยินบ่อยๆในทุกวันที่จะต้องไปโรงเรียน แต่ตอนนี้ปิดเทอมแล้ว วันนี้สองแม่ลูกกำลังจะเดินทางไปเที่ยวบ้านของยายที่จังหวัดพิจิตร ผลพวงจากพิษเศรษฐกิจทำให้เราต้องมุ่งหน้าเข้ามาสู่เมืองหลวงเพื่อเลี้ยงดูชีวิตครอบครัวให้อยู่รอด แม่ของเขาพาเขามาอยู่ด้วยโดยแม่ขายอาหารตามสั่งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ส่วนพ่อทำอาชีพรับจ้างอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง ถึงแม้สมาชิกครอบครัวจะอยู่ห่างกันบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเลย ในยุคเทคโนโลยีเช่นนี้โทรศัพท์มีส่วนให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
“เดี๋ยวเราจะขึ้นรถไฟฟ้าแล้วต่อด้วยรถไฟกัน”
“อ้าว...แล้วมันต่างกันยังไงหรอแม่”
ช่างเป็นคำถามที่น่าขัน เมื่อได้ยินจากปากเด็กวัย 5 ขวบ ในการเดินทางครั้งที่ผ่านๆมานั้นแม่ได้แต่พาขึ้นรถทัวร์ ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่แม่จะพาขึ้นรถไฟที่ไม่ใช่รถไฟฟ้า
“มันก็เหมือนๆกันล่ะลูก แต่ต่างตรงที่ว่ารถไฟใช้น้ำมัน รถไฟฟ้าใช้ไฟฟ้า เท่านั้นเอง”
“อ๋อ...ผมนึกว่ารถไฟเขาจะจุดไฟ ก่อนที่จะออกวิ่ง” แม่หลุดหัวเราะเบาๆกับความคิดของลูกชาย
.....ประตูรถไฟฟ้าเลื่อนเปิดออกอย่างฉับไว ผู้เป็นแม่ก้าวเท้าเดินนำลูกชายเข้าไป
                “จับมือแม่ไว้แน่นๆ แล้วอย่าไปเดินเล่นที่ไหนเด็ดขาด รู้ไหม”
                “คร๊าบบบบบ”...เด็กชายลากเสียงยาวตอบรับผู้เป็นแม่
                “ลุงคนนั้นแต่งตัวหล่อจังเลย” เด็กชายพูดเบาๆพลางชี้มือไปที่นักธุรกิจวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังแผ่หนังสือพิมพ์ปิดหน้าปิดตา
                “แม่...พี่คนนั้นเขาเอาสายอะไรยัดใส่หูหรอ”
                “แม่...ทำไมมันเงียบจังเลย”
                “จุ๊ๆ...อย่าเสียงดังรบกวนคนอื่นเขา” ผู้เป็นแม่ห้ามปราม
ดวงอาทิตย์สีส้มกลมมนเพิ่งลอยตัวออกโผล่พ้นจากเหลี่ยมตึก บรรยากาศบนรถไฟฟ้าในเมืองหลวงยามเช้าเช่นนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่หนีจากจราจรเบื้องล่างที่ติดขัด แต่กลับเงียบกริบ ถ้าไม่นับเสียงของพนักงานอัตโนมัติที่ดังมาเป็นระยะๆ
“ที่นี่สถานีขาลำโพง” เสียงดังมาจากลำโพงน้อยๆที่พนักงานอัตโนมัติเป็นผู้พูด
“เอาล่ะ ลงได้แล้วลูก ตามแม่มาอย่าช้า เดี๋ยวเขาว่าเอา” เด็กชายไม่พูดอะไรได้แต่ทำตามที่แม่บอก แต่ก็สงสัยว่าใครจะว่าราในเมื่อเราก็ซื้อตั๋ว ไม่ได้แอบขึ้นมาสักหน่อย
สองแม่ลูกเดินเท้ามาไม่นานนักก็ถึงสถานีรถไฟ แล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วทันที
“ขอตั๋วรถไฟฟรี ไปพิจิตร 2 ใบค่ะ”
“รถไฟจอดอยู่ที่ชานชาลาที่ 2 นะค่ะ”
“รถออกกี่โมงค่ะ”
“แปดโมงครึ่งตามเวลาค่ะ”
หลังจากจบบทสนทนาแบบสั้นๆ ผู้เป็นแม่ก็พาลูกชายไปนั่งบนรถไฟเพื่อรอเวลาที่รถไฟจะออกวิ่ง
“ข้าวเหนียวหมูปิ๊งร้อนๆมั๊ยครับ” เด็กชายหูผึ่งทันทีที่ได้ยินเสียง แต่ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากพูดออกมาผู้เป็นแม่ก็ชิงบทพูดเสียก่อน
“หิวมั๊ยลูก แม่จะซื้อให้” เด็กชายไม่ตอบได้แต่พยักหน้าและฉีกยิ้มด้วยความดีใจ
หมูปิ๊งสีเหลืองน่าอร่อยส่งกลิ่นหอมออกมานอกถุงพร้อมกับข้าวเหนียวร้อนๆที่ถูกอัดอยู่ในถุงเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนาๆ ลุงคนขายใจดีแถมหมูปิ๊งให้ด้วย  เด็กชายกัดเน้นอยู่ข้างหนึ่งแล้วใช้มือดึงให้หมูหลุดออกจากไม้
“ขอโทษค่ะ ตรงนี้มีใครนั่งรึเปล่าค่ะ” หญิงแปลกหน้าแทรกถามพลางชี้มือมาที่ที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“ไม่มีค่ะ”  แม่เด็กชายตอบคำถามหญิงสาวที่หน้าตารุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ หญิงแปลกหน้าเอื้อมมือเก็บกระเป๋าสัมภาระไว้ที่หิ้งข้างบน แล้วหย่อนตัวนั่งลงบนเบาะตรงข้ามกับสองแม่ลูก
เพียงชั่วอึดใจที่ความเงียบเข้าเกาะกุมพื้นที่เล็กๆ บริเวณนั้นหญิงแปลกหน้าก็อดใจไม่ไหวที่จะให้ความเงียบเข้ามายึดอำนาจ เธอจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นก่อน
“กี่ขวบแล้วค่ะเนี่ย ?” เธอพูดพร้อมดวงตาที่มองมาทางเด็กชาย
“ห้าขวบแล้วค่ะ”
“น่ารักจังเลย คงเลี้ยงง่ายน่าดู...จะเดินทางไปไหนกันค่ะเนี่ย ?”
“กลับบ้านแม่ค่ะ พาหลานไปเยี่ยมแกหน่อย”
เด็กชายเอื้อมมือสะกิดขาของแม่หวังเตือนว่าอย่าไปคุยกับคนแปลกหน้าตามแบบที่แม่เคยเตือนตัวเขา นี่แม่คงจะลืมไปเสียแล้ว แต่เด็กชายก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากนักเพราะดูแล้วท่าทางหญิงแปลกหน้าคนนี้ดูเป็นมิตรดี ไม่มีพิษมีภัย
ไม่นานนักบทสนทนาระหว่างผู้เป็นแม่กับหญิงคนแปลกหน้าก็ได้เพิ่มทวีเรื่องเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความรัก ชีวิตครอบครัว ความเชื่อ ประสบการณ์ต่างๆที่แต่ละฝ่ายได้พบเจอมา เด็กชายนั่งมองดูทุ่งนาสีเขียวขจีตัดกับสีของผืนฟ้าครามราวกับว่ามันเป็นภาพที่ยาวไม่มีกรอบสิ้นสุด ตลอดทางบนรถไฟยังคงมีเสียงของคุณลุงคุณป้าขายของเดินผ่านมาเรื่อยๆ เด็กชายโผล่หน้าออกมานอกที่นั่งเพื่อมองดูทางเดินเขาพบว่ามันไม่ได้เงียบกริบ ทุกพื้นที่ของรถไฟมีผู้โดยสารเต็มไปหมด และพื้นที่ทุกที่ก็มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันหมดไม่เคยได้ว่างเว้นจากความเงียบ
ณ ตอนนี้เด็กชายรู้แล้ว...คำถามที่เขาถามแม่ว่ารถไฟฟ้ากับรถไฟมันต่างกันยังไง มันไม่ได้แตกต่างเพียงแค่ที่แม่บอกเขาเท่านั้น
เด็กชายหันหน้าหาแม่ของเขาแล้วพูดว่า
“ดีแล้วเนอะแม่...ที่ทางไปบ้านยายไม่มีรถไฟฟ้า”  


                นายธนบัตร  ใจอินทร์

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2554

ถ่ายทอดอุดมการณ์

            ถ่ายทอดอุดมการณ์


            จะถ่ายทอดท่วงนิยามแห่งความคิด                      จะถ่ายทอดสู่ชีวิตอีกร่างหนึ่ง
ให้ร่างนั้นเป็นไปตามใจพึง                                                ให้เข้าถึงแห่งคมอุดมการณ์
            จะโอบอุ้มห่อล้อมด้วยความรัก                           จะถ้อยถักทางไทใจประสาน
วรรณศิลป์จะคงเงาอย่างเนานาน                                    จะยืนยงต่อต้านการเปลี่ยนแปลง
            จากต้นคิดต่อคานสู่การคิด                                   จากชีวิตหลากชะตาสู่หล้าแหล่ง
วะวับวาวขาวดำจะสำแดง                                               ไม่อาจแบ่งเส้นทางระหว่างชน
            คนย่อมคนแตกต่างทางความคิด                          ใช่ถูกผิดย่ำแย่ตั้งแต่ต้น
แต่ละร่างล้วนมีวิถีตน                                                         แต่ละคนย่อมอาศัยโลกใบเดียว
แต่หากว่ามีใจไม่แตกต่าง                                       การเดินทางแม้ไกลไม่โดดเดี่ยว
อุดมการณ์จะอุดมอย่างกลมเกลียว                                   เป็นส่วนเสี้ยวผสมอุดมการณ์

....แต่งเมื่อ จัดค่าย "เพื่อนพ้องน้องพี่ ดนตรี วรรณกรรม ศิลป์ ครั้งที่ ๒ " ณ โรงเรียนตะพานหิน วันที่ ๑๒ สิงหาคม พ.ศ.๒๕๕๔...

วันเสาร์ที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2554

รายการ โลกนักอ่านบ้านนักเขียน ช่วงเยาวชนบนถนนหนังสือ
ออกอากาศเมื่อวันที่ ๒ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๕๔
...............





...ผมกลับมานั่งดูตัวเองตอนนี้ก็ตลกๆอยู่เหมือนกัน 
ที่จริงแล้วมีอะไรจะพูดมากกว่านั้นอีก แต่นึกไม่ออก
(เค้าชอบบอกกันว่า มันติดอยู่ที่ลิ้น)

จุดประสงค์ที่แท้จริงก็แค่ ผมต้องการเชิญชวนมาร่วมเขียนอ่านด้วยกันครับ





วันพุธที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2554

อิจฉาพระจันทร์

            อิจฉาพระจันทร์

            คืนนี้ฟ้าห่มดาวบนราวสรวง                         กระจ่างดวงแพรวพราวราวสวรรค์
ฟ้ามืดใสไร้แสงแห่งตะวัน                                        ดาวดวงนั้น ดวงนี้จึงมีแรง
            พระจันทร์ลอยตรงกลางระหว่างเมฆ           ปลุกมนต์เสกเจิดจ้าออกมาแข่ง
กับดวงดาวพราวใสไม่เปลี่ยนแปลง                         ฉันจึงแต่งแต้มดวงจากห้วงจินต์
            สีจันทร์เหลืองเรืองรองผ่องอร่าม                 บังเกิดความชื่นใจไม่รู้สิ้น
ซอกิ่งไผ่...สีบรรเลงเพลงชีวิน                                  ประกอบศิลป์คู่คลออย่างพอดี
            สายเหมันต์ผันผ่านม่านดอกหญ้า                  ฝากสารมาจากแดนไกลแห่งไหนนี่
ผ่านพฤกษ์เขียว...ภูผาและวารี                                   ตอกวจี...รสจึงตรึงหัวใจ
            แหงนพักตร์มองจันทรา...บนฟ้ากว้าง           ลอยเคว้งคว้างไร้คู่ยังอยู่ได้
มิตรหมู่ดาวเคียงข้างไม่ห่างไกล                                และไม่ใช่เอิบอาบภาพลวงตา
            เป็นเช่นนี้...ทุกทีนะชีวิต                                ยังเพ้อคิดแอบฝันถึงวันหน้า
หากไร้คู่จนชีวิตหมดวิญญา                                       คงอิจฉาพระจันทร์นิรันดร
                         
                                                                                                              ธนบัตร   ใจอินทร์


วันศุกร์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2554

บทความเรื่อง "รปภ.บริสุทธ์"

        บทความเรื่อง "รปภ.บริสุทธ์"


              ในขณะที่ทุกคนกำลังเข้าสู่ห้วงนิทรา หลับตาพักผ่อนฟื้นฟูพลังให้แก่ร่างกาย แต่ทว่ายังมีอีกอาชีพหนึ่งต้องลุกขึ้นมาทำหน้าที่เฝ้าระวังความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินให้กับเรา
        นายไพศาล  สังข์แก้ว เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ตำแหน่งลูกพลัด คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร  ปัจจุบันอายุ 35 ปี มีภรรยาและลูก 1 คน จบชั้นประถมศึกษาจากโรงเรียนวัดท่าโรงตะวันตก จ.พิษณุโลก แต่ไม่ได้ศึกษาต่อในระดับมัธยม เนื่องจากฐานะทางบ้านค่อนข้างยากจน เมื่อโตขึ้นจึงเดินทางเข้าสู่กรุงเทพเพื่อหางานทำ ได้ทำงานที่โรงทอผ้า รับค่าแรงวันละ 150 บาท จากนั้นไม่นานก็ลาออกมาทำงานที่โรงงานผลิตสายไฟ โดยที่มีค่าแรงเท่าเดิม  ใช้แรงงานอยู่ในกรุงเทพฯนานถึง 5 ปี รู้สึกเบื่อหน่ายกับวิถีชีวิตในเมืองหลวง ทั้งในเรื่องของมลพิษ จราจรติดขัด การดำเนินชีวิตอย่างเร่งรีบและแบบตัวใครตัวมัน จึงหันเข็มทิศกลับมายังบ้านเกิดเพื่อหางานทำ ซึ่งได้สมัครงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ที่เราเรียกกันว่าแบบติดปากว่า “รปภ.”หรือ “ยาม”
ตอนเด็กๆ น้าไพศาลบอกว่า เขามีความฝันอยากจะเป็นตำรวจ แต่ไม่ได้ลองไปสอบเข้าที่ไหน เนื่องจากทุนทรัพย์ไม่อำนวย ซึ่งก็ไม่เป็นไร ตอนนี้ถึงแม้ไม่ได้เป็นตำรวจแต่ก็ถือว่าใกล้เคียงแล้ว เพราะ รปภ.กับตำรวจ ก็มีหน้าที่เหมือนๆกันคือดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย
น้าไพศาลบอกว่าเคยเข้าเวรมากที่สุด คือ 36 ชั่วโมง ผลที่ตามมาติดๆคือ ร่างกายไม่ได้พักผ่อน ถึงแม้จะแอบงีบหลับเวลาไม่มีคนเห็นบ้างก็ตาม แต่ก็ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่
ความเครียดนับเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิต น้าไพศาลเคยคิดเปรียบเทียบอาชีพของตัวเองกับอาชีพของคนอื่นๆที่สังคมบอกว่ามีเกียรติมากกว่า บางครั้งก็ท้อเหมือนกันกับความคิดของสังคม แต่น้าจะมีวิธีคลายเครียดด้วยการอ่านหนังสือที่ตนเองชอบเพื่อเสริมสร้างแรงบันดาลใจให้เต็มเปี่ยม ทำอารมณ์ให้สนุกๆเข้าไว้ ทำงานไปเรื่อยๆ ปัญหาทุกปัญหามีทางออก มันเป็นบททดสอบคน
ครั้งหนึ่งขณะที่ทำหน้าที่โบกรถอยู่ เป่านกหวีดบอกให้รถคันหนึ่งรีบขับออกเพื่อที่จะได้ไม่ขวางทางจราจร เมื่อรถคนนั้นเข้ามาใกล้ๆ คนขับเลื่อนกระจกลงแล้วพูดว่า “ก็เป็นได้แค่ยามเท่านั้นแหละ” น้าก็อึ้ง ทำอะไรไม่ถูก เขาพูดตีแสกหน้ามาแบบนี้ เราจะไปตอบโต้เขาก็ไม่ได้ น้าบอกว่า ถึงแม้จะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่ น้าไม่เคยโกรธทั้งนั้น ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตัวเอง อาชีพนี้เป็นอาชีพสุจริตไม่ได้กดขี่ข่มเหงหรือคดโกงใคร ทุกวันนี้เงินเดือนที่น้าได้มาส่วนหนึ่งก็หักไปเข้ากองทุนทหารผ่านศึกช่วยเหลือครอบครัวผู้อื่นด้วย
ที่ชีพจรของประเทศยังเต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้ก็เนื่องมาจากส่วนประกอบทุกชิ้นส่วนได้ทำหน้าที่ของตัวเอง ทุกอาชีพในสังคมนี้ล้วนมีความสำคัญเท่ากันหมด จะขาดอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้ การสัมภาษณ์น้าไพศาลในครั้งนี้ทำให้ได้ข้อคิดว่า เราต้องรู้จักถอดหัวโขนออกเสียบ้าง จะได้เห็นโลกที่มันสวยงาม สบายๆ ไม่ใช่โลกที่มันร้อนรนอึดอัดแต่ภายในหัวโขน
                พีระมิดความสมดุลแห่งสังคมจะขาดอาชีพใดอาชีพหนึ่งไปไม่ได้ ทุกอาชีพสำคัญทั้งสิ้น เป็นคำถามที่ย้อนกลับมาหาตัวเราเองว่า  “เราให้ความสำคัญเท่ากันหรือยัง? ”





สัมภาษณ์โดย
นายธนบัตร  ใจอินทร์

วันศุกร์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2554

ยลกลิ่นธรรมชาติ


                                                               ยลกลิ่นธรรมชาติ

                                                                    ลมหนาวราวเหนือมาเผื่อแล้ว
                                                     ส่งแววแนวหนาวเมื่อคราวผ่าน
                                                     ไล้ผิวริ้วเผื่อ...ร้อนเมื่อวาน
                                                      แผ่ซ่านผ่านเพียงลัดเรียงราย
                                                                  หยดใสใยสวยด้วยแสงแดด
                                                      โดนแผดแดดสางจนจางหาย
                                                       ม่านน้ำสีทองส่องประกาย
                                                      รุ้งฉายหลายสีส่องชีวัน
                                                                   กิ่งไม้ก่ายค้อมน้อมกิ่งก้ม
                                                      กิ่งลมเกี่ยวกล้าพาลดหลั่น
                                                      ลมฟ้าป่าแผ่ให้แก่กัน
                                                      กิ่งฝันเสียดยอดสอดฟ้าคราม
                                                                  ผืนฟ้ากลั่นน้ำให้ฉ่ำพื้น
                                                      ไหลลื่นชื่นรู้อยู่หวามหวาม
                                                      ไอดินแต่งหล้าคืนฟ้างาม
                                                       ในยามเร่งรัดอัสดง
                                                                  ลิบลิบราวเขียวนั่นเรียวป่า
                                                       พฤกษาเริ่มริผลิใบบ่ง
                                                       ใบเหลืองร่วงริวเริ่มปลิวลง
                                                       ใบเขียวยังคงเริ่มบ่งใบ
                                                                  เถาวัลย์พันเกาะเลาะไหล่หิน
                                                       ฝนรินกุมกอดแตกยอดใหม่
                                                       รากขาวยาวเลื้อยอยู่เรื่อยไป
                                                        ลึกไล้บรรจงลงเนื้อดิน

                                                                       ธนบินทร์ใจอัตร,ธนบัตรใจอินทร์