จงเติมความตายลงในช่องว่าง
เหงื่อเม็ดเป้งเริ่มแทรกผิวหนังผุดขึ้นมาบนใบหน้าของผม
รู้สึกว่าคืนนี้มืดผิดปกติ มันมืดจนแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางสว่างเท่าปลายธูป
หรือสมองของผมอาจเบลอมากไปจนส่งผลให้สายตาฝ้าฟาง
เชี้ย! สับสนไปหมดแล้ว
ผมคิดว่าผมเลือกถูกทางแล้วนะ ทำไมสวรรค์ไม่เห็นใจผมบ้างเลย
หรือว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่พอให้คนเลวที่อยากจะกลับตัวเป็นคนดีได้ยืนแล้ว ตอนที่ผมทำชั่วผมยังใช้ชีวิตอยู่ได้ตั้งนานแต่เมื่อผมอยากกลับตัวเป็นคนดีทำไมเวลาเหลือน้อยแบบนี้
แม่งเอ้ย! มืดแปดด้านมันต้องมีด้านที่เก้าอยู่บ้างสิ
หรือผมอาจเลือกทางเดินผิด อันที่จริงผมไม่น่าเลือกมาเดินเส้นทางใหม่เลย ไอ้โง่
ใช่แล้วผมมันโง่...
ผมชื่อ ขจร ศักดิ์เสถียร
เป็นลูกน้องของเจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ของประเทศ
ที่สำคัญกว่านั้นคือ
ผมเป็นลูกน้องคนสนิทของเขา หน้ากากของเจ้านายผมคือนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้าน
เขาเป็นคนใจดี โอบอ้อม ให้ความร่วมมือกับโครงการของทางภาครัฐและเอกชนเสมอมา
ทำให้ไม่มีใครสงสัยหน้าที่แท้จริงของเขาเลยแม้แต่น้อย ผมคอยคุมการส่งยาบ้าให้เจ้านายมา 6 ปีแล้ว จนกระทั่งเมื่อ 3 เดือนก่อนที่เป็นจุดหักเหของชีวิต
พ่อผมตาย ตายเพราะยานรก
ผมยังจำภาพนั้นได้ดี วันนั้นพ่อขายก๋วยเตี๋ยวอยู่หน้าบ้าน
ในขณะที่กำลังถือชามก๋วยเตี๋ยวไปเสิร์ฟที่โต๊ะลูกค้า
จู่ๆก็มีคนเมายาบ้าถือมีดปลายแหลมวิ่งเข้ามาจ้วงแทงพ่อผมไม่ยั้งมือ
รอยมีดสิบกว่าแผลกระจายอยู่เต็มทั่วท้อง
เลือดแดงเข้มอาบเต็มเสื้อยืดขาวตัวที่พ่อใส่ขายของประจำ แม่ผมกรีดร้องราวกับคนเสียสติ
ชาตะชีวิตของคนเมายาบ้าขาดสะบั้นลงด้วยการถูกรุมประชาทัณฑ์จากชาวบ้านในละแวกนั้น
หลังจากงานศพของพ่อสิ้นสุดลง ผมเก็บตัวเงียบกว่าหนึ่งสัปดาห์ และได้ตัดสินใจว่า
จะตั้งใจและตั้งตัวเป็นศัตรูกับไอ้ยานรกแบบลับๆ
ผมส่งแอบข้อมูลการส่งยาบ้าของเจ้านายให้กับตำรวจ
โดยที่ในขบวนการของผมไม่มีใครรู้แม้แต่คนเดียว ตั้งแต่นั้นมาทำให้ตำรวจบุกทลายการซื้อขายยาบ้าได้แทบทุกครั้ง
ผมรู้สึกดีใจเล็กๆที่อย่างน้อยได้มีส่วนทำให้สังคมนี้ปลอดยาเสพติด
แม้อาจจะไม่หมดไปเลยก็ตาม แน่นอนเพราะไม่ได้มีคนค้าขายแค่รายเดียว
วันหนึ่งเจ้านายก็โทรศัพท์มาหาผม
“ไอ้จร มึงอยู่ไหนวะ”
“อยู่บ้านครับนาย”
“มึงมาหากูที่บ้านหน่อย
ตอนนี้เลย”
“ได้ครับ เดี๋ยวผมไป” ไม่รู้ว่ามีงานอะไรเร่งรีบหรือ เปล่าปกติแล้วเขาไม่ค่อยเรียกผมไปหาแบบนี้
ส่วนมากจะนัดตามร้านอาหารหรือแค่โทรมาคุยเรื่องงานเท่านั้น ถึงผมเป็นลูกน้องคนสนิทแต่ก็ไม่ได้เป็นคนขี้ประจบสอพลอ
นี้อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาไว้ใจก็เป็นได้
ผมขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจมาถึงบ้านของเจ้านาย
บ้านไม้สักสีเหลืองทองหลังใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ บ้านขนาดสองชั้นหลังคาทรงสูง
รถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศจอดเรียงรายอวดโฉมกันหน้าสลอนอยู่ในโรงรถ
นี่ถ้ารวมสวนพรรณไม้รอบๆบ้านด้วยแล้วก็คงกว้างประมาณร้อยกว่าไร่
“สกปรกทั้งหลัง” ผมแสยะยิ้ม จะมีใครรู้บ้างว่าบ้านหลังนี้สร้างมาจากเงินสกปรก
ผมเดินมาจนถึงห้องของเจ้านายคนเก่ง
เอื้อมมือบิดลูกบิดสีทองแล้วออกแรงดันประตูเข้าไป และนั่น!เจ้านายของผมนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวเก่งที่ทำมาจากไม้มะค่าสีดำมะเมื่อม
“มาไวจริงๆ ให้มันได้อย่างนี้สิ
ถ้าลูกน้องคนอื่นได้อย่างมึงนี่กูคงไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้หรอก”
ผมไม่ตอบได้แต่ยิ้มลูกเดียว
“เอ้านี่ ของฝากจากจีน
ให้ไปแล้วก็ใส่ซะด้วย กูไม่ได้ให้เอาไปเก็บ” ผมยื่นมือรับถุงกระดาษหรูใบโตแล้วยกมือไหว้
หยิบของข้างในออกมาดูจึงพบว่ามันเป็นเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีน้ำเงินตัวงาม
มันคงราคาหลายพันอยู่
“ขอบคุณครับ” ผมยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง คิดว่าเสื้อเชิ้ตตัวนี้มันคงไม่ทำให้เจ้านายผมขนหน้าแข้งร่วงหรอก
“แล้วก็นี่ล็อตต่อไป
จัดการให้ดีล่ะ พักหลังนี่ตำรวจกวนบ่อยเหลือเกิน”เจ้านายยื่นซองสีน้ำตาลให้ผม
ไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าข้างในคืออะไร มันคือข้อมูลการส่งยาบ้าในรอบต่อไป
“ครับผม” ผมตอบสั้นๆแต่หนักแน่น
เช้าวันต่อมา
ผมลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความสดชื่นเป็นพิเศษ วันนี้ผมต้องทำหน้าที่ของหัวที่สองที่ตนเองรับผิดชอบ
ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวและไม่ลืมที่จะใส่เสื้อเชิ้ตตัวงามที่เจ้านายให้มา
10 โมงเช้าร้านกาแฟร้านหนึ่งห่างจากที่พักของผมไม่มากนัก
นั่งรอไม่นานบุคคลที่นัดไว้ก็ปรากฏตัว
“เชิญนั่งครับ” ผมพูด
“ขอบคุณครับผม
ไม่ได้เจอคุณหลายอาทิตย์แล้ว ของหมดหรอครับถึงไม่มีข่าว ”
“พอดีเจ้านายผมเดินทางไปต่างประเทศก็เลยหายไปพักหนึ่ง”
“วันนี้ก็เลยเอาข่าวดีมาบอกใช่มั้ยครับ”
ผมพยักหน้า ยิ้ม...
“โรงแรมแดนฟ้า สุขุมวิท64 ชั้น8 ห้อง 809 ”
“ทำไมคุณถึงไม่ยอมบอกตัวจริงของเจ้านายคุณให้เรารู้ล่ะ
ตำรวจพร้อมที่จะคุ้มกันคุณเสมอนะ”
“ผมเกรงว่าเกราะของเจ้าหน้าที่จะแกร่งไม่พอนะสิครับ
เอาไว้ผมพร้อมเมื่อไหร่ผมจะเปิดโปงทุกสิ่งเอง ”
การสนทนาระหว่างผมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจบลงด้วยกาแฟคนละถ้วย
ผมเดินออกมานอกร้าน
การเปลี่ยนสภาพอากาศจากเย็นเฉียบแบบกะทันหันทำให้ร่างกายของผมแทบวูบลงไปกองกับพื้น
ชายชุดดำแปลกหน้าสวมหมวกกันน็อคสองคนขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดเฉียดผมไม่ห่างนัก
ทันใดนั้นไอ้คนซ้อนก็เล็งปืนลูกโม่สมิทแอนด์เวสสันมาที่ผม
ผมรู้จักปืนรุ่นนี้ดีเพราะมันเป็นอาวุธคู่กายของผม แต่แล้วมันก็ไม่ยิง
มันทำท่าขยับปืนขึ้นราวกับว่ากระสุนได้พุ่งตัวออกจากรังเพลิงมาแล้ว
คนขับบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์กระชากตัวออกไปโดยทิ้งผมยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงนั้น
ผมเรียกสติคืนกลับมา
เจ้านายผมคงจะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว รีบพาตัวเองออกจากสถานที่นั้นโดยเร็วที่สุด
ผมจะไม่กลับบ้าน ตอนนี้บ้านคงโดนลูกน้องคนอื่นๆยึดเอาไว้แล้ว ผมโบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง
“ไปไหนก็ได้ ที่ไกลจากกรุงเทพ
ผมมีเงิน” ผมบอก คนขับแท็กซี่พยักหน้า
ผมจึงก้าวขึ้นรถอย่างรวดเร็ว แอร์เย็นเฉียบปะทะเหงื่อบนใบหน้าทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง ผมคิดว่าผมเลือกถูกทางแล้วนะ
ทำไมสวรรค์ไม่เห็นใจผมบ้างเลย หรือว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่พอให้คนเลวที่อยากจะกลับตัวเป็นคนดีได้ยืนแล้ว
ตอนที่ผมทำชั่วผมยังใช้ชีวิตอยู่ได้ตั้งนานแต่เมื่อผมอยากกลับตัวเป็นคนดีทำไมเวลาเหลือน้อยแบบนี้
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา
เผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
“จอดตรงนี้เลยครับพี่
เท่าไหร่ครับ”
“สองพันครับ” ผมหยิบกระเป๋าเงิน ส่งธนบัตรให้คนขับไปสองพันห้าร้อยบาท
“ที่นี่ที่ไหนครับ”
“ผมพาคุณมาสระแก้วครับ” คนขับแท็กซี่บอก เขาจะรู้หรือเปล่าว่าเขาพาผมมาจังหวัดบ้านเกิด แต่ก็ดี ผมหวังว่าที่นี้จะทำให้ผมรอดชีวิตจากเงื้อมือมัจจุราชได้
ผมเปิดประตูรถก้าวออกมา
ตอนนี้มืดสนิทแล้ว เหงื่อเม็ดเป้งเริ่มแทรกผิวหนังผุดขึ้นมาบนใบหน้าของผม
รู้สึกว่าคืนนี้มืดผิดปกติ มันมืดจนแสงไฟข้างทางสว่างเท่าปลายธูป
หรือสมองของผมอาจเบลอมากไปจนส่งผลให้สายตาฝ้าฟาง ผมขยับคอเสื้อเพื่อระบายอากาศที่ร้อนรุ่ม
มือไปโดนกระดุมเม็ดหนึ่งที่ปกเสื้อ กระดุมเม็ดนั้นใหญ่กว่าเม็ดอื่น
ผมกระชากกระดุมเม็ดนั้นจนขาดออกจากเสื้อในทันที ขว้างลงที่กับพื้นแล้วกระทืบจนมันแตก
ไม่ผิดคาด เผยให้เห็นวงจรไฟฟ้าเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในนั้น มันคือเครื่องGPS
ปัง! ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่อกข้างซ้าย ...
ธนบินทร์ ใจอัตร







