วันศุกร์ที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

บทความเรื่อง "มนุษย์ ชีวิต สัตว์สังคม"


บทความเรื่อง..."มนุษย์ ชีวิต สัตว์สังคม"

            ในช่วงเวลานี้ผมไม่รู้เป็นบ้าอะไร มันมักจะมีคำถามผุดขึ้นมาในสมองอยู่เสมอว่า ตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ถ้าพูดถึงในเรื่องของอายุ ผมคงโตพอที่จะคิดเรื่องนี้แล้ว
            มีรุ่นน้องคนหนึ่งถามผมว่า “จะใช้ชีวิตยังไงดี”
เอ่อ...ตอบยากเหมือนกันนะ แต่ไม่ยากเกินจะตอบ ผมก็ไม่ใช่ผู้ทรงภูมิความรู้มาจากที่ไหน แต่ก็จะตอบโดยใช้เหตุผลเป็นคานหลักและความเป็นจริงเป็นตะปูยึดเอาไว้  ก่อนอื่นเราต้องแยกคำตอบออกเป็นสองมุมมอง
มุมมองแรก มองในบริบทของตัวเราเอง ให้ตัวเราเป็นหลัก ใช้ชีวิตตามคติพจน์ “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” ประโยคนี้เป็นคำพูดสุดฮิตของคนทุกยุคทุกสมัย ใช้พูดเป็นคติประจำใจเมื่อเวลามีคนถาม นึกอะไรไม่ออกก็จะพูดว่า “ทำวันนี้ให้ดีที่สุด” เอามาเป็นไม้กันหมาไว้ก่อน สั้น ง่าย กระชับ ได้ใจความ แต่..ไม่ค่อยทำ วันหนึ่งเรามีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน ประเด็นมันอยู่ที่ว่าใครล่ะ? จะใช้ชีวิตวันนี้ให้ดีที่สุด แต่ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับคนอื่น เรารู้อยู่แล้วว่าวันนี้เราใช้ชีวิตคุ้มค่าหรือเปล่า บางคนมาบ่นว่า “เกรดตกว่ะ...รู้อย่างนี้อ่านหนังสือก็ดีอยู่หรอก” ไอ้คำว่ารู้อย่างนี้หรือรู้งี้ ชี้ให้เห็นเลยว่าพวกนี้นี่แหละประมาท ชอบขอรีเทิร์นชีวิตใหม่ อ้อนวอนเทวดา คำนึงถึงอดีต ก่นด่าสวรรค์ โทษโชคชะตา อยากให้โดเรมอนกระโดดออกมาจากหนังสือ เพื่อที่จะได้นั่งไทม์แมชชีนย้อนชีวิตกลับไปก่อนหน้าเวลาที่จะผิดหวัง
มุมมองที่สอง มองในฐานของสังคมแต่ยังคงใช้ตัวเราเป็นหลัก  มนุษย์เป็นสัตว์สังคมมีการปฏิสัมพันธ์ พบปะแลกเปลี่ยนความคิดเห็น สื่อสารกันตลอดเวลา ยิ่งในยุคเทคโนโลยีเช่นนี้ยิ่งแล้วใหญ่เลยถ้าถามว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรในแง่ของมนุษย์ในสังคม ง่ายมาก ก็แค่เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่นเท่านั้นเอง ไม่บังคับขู่ฟอดๆให้คนอื่นทำตามใจตัวเอง หรือตั้งตัวเป็นเจ้าพ่ออุปโลกน์กฎหรือประเพณีบ้าๆขึ้นมา หรือไม่เอาปืนไปลั่นใส่หัวใคร แค่นี่ก็ถือว่าเราเคารพในสิทธิเขาแล้ว เรารักเสรีภาพ คนอื่นก็เช่นกัน
ถ้าเรารู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ มีสติหน่อยนึง เพ่งพินิจพิจารณาว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่นี้ไม่ได้กระทบ กระเทือนหรือระแคะระคายใคร ศีล มันก็ไม่จำเป็นต้องมีแล้ว จะมีไปทำไมในเมื่อทุกคนเคารพซึ่งสิทธิของกันและกันรวมถึงเคารพตัวเองด้วย กฎหมายก็ไม่สำคัญแล้วในเมื่อทุกคนมีความรับผิดชอบ และก็สังคมมนุษย์ก็จะเข้าสู่ยุคพระศรีอริยเมตรัย ในไม่ช้า..

ปล.เนื่องจากเราเป็นมนุษย์ปุถุชน กิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ก็ห้ามอะไรกันไม่ได้ ถ้าหากคุณเอาระเบิดไปปาใส่บ้านเขา หมายถึงคุณไม่ได้เคารพในสิทธิของเขา คุณก็ต้องยอมรับผลที่ตามมาอาจจะโดนปรับ ติดตารางกินข้าวแดงแกงเย็นๆจืดๆ โดนรุมประชาทัณฑ์ โดนด่า คุณก็ต้องยอมรับโดยดุษณี ฉะนั้นเนื้อหาในบทความดังกล่าวจึงเป็นเนื้อหาในอุดมคติ
            ปล.
2    ผมตั้งปล.1 ขั้นมาเพราะจงใจท้าทายสังคม

    พระเจ้าแฉะ
18 /พ.ย./54

วันพุธที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

ขอแรง...จากแสงดาว

ขอแรง...จากแสงดาว


...มองไม่เห็นจันทร์พราวแล้วคราวนี้
ลำพังที่ยิ้มฝืนในคืนหนาว
มีเพียงสีอ่อนแรงของแสงดาว
เป็นผองเพื่อนในคราวที่หนาวใจ

...ความสดใสหายไปจากใบหน้า
ดาวถามว่า"เป็นเธอ...เธอใช่ไหม"
เหตุผลเพราะระยะทางที่ห่างไกล(ใจ)
"ไม่เป็นไร...วันนี้ยังมีดาว"

ธนบัตร  ใจอินทร์
16 พ.ย. 54
(ณ  คืนหนึ่ง)



วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รถไฟ(ฟ้า)


รถไฟ(ฟ้า)

 “ไอ้หมาน้อย...ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวไม่ทัน”  ประโยคนี้ทำเอาเด็กน้อยสะดุ้งพรวด แม้จะได้ยินบ่อยๆในทุกวันที่จะต้องไปโรงเรียน แต่ตอนนี้ปิดเทอมแล้ว วันนี้สองแม่ลูกกำลังจะเดินทางไปเที่ยวบ้านของยายที่จังหวัดพิจิตร ผลพวงจากพิษเศรษฐกิจทำให้เราต้องมุ่งหน้าเข้ามาสู่เมืองหลวงเพื่อเลี้ยงดูชีวิตครอบครัวให้อยู่รอด แม่ของเขาพาเขามาอยู่ด้วยโดยแม่ขายอาหารตามสั่งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ส่วนพ่อทำอาชีพรับจ้างอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง ถึงแม้สมาชิกครอบครัวจะอยู่ห่างกันบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเลย ในยุคเทคโนโลยีเช่นนี้โทรศัพท์มีส่วนให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
“เดี๋ยวเราจะขึ้นรถไฟฟ้าแล้วต่อด้วยรถไฟกัน”
“อ้าว...แล้วมันต่างกันยังไงหรอแม่”
ช่างเป็นคำถามที่น่าขัน เมื่อได้ยินจากปากเด็กวัย 5 ขวบ ในการเดินทางครั้งที่ผ่านๆมานั้นแม่ได้แต่พาขึ้นรถทัวร์ ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่แม่จะพาขึ้นรถไฟที่ไม่ใช่รถไฟฟ้า
“มันก็เหมือนๆกันล่ะลูก แต่ต่างตรงที่ว่ารถไฟใช้น้ำมัน รถไฟฟ้าใช้ไฟฟ้า เท่านั้นเอง”
“อ๋อ...ผมนึกว่ารถไฟเขาจะจุดไฟ ก่อนที่จะออกวิ่ง” แม่หลุดหัวเราะเบาๆกับความคิดของลูกชาย
.....ประตูรถไฟฟ้าเลื่อนเปิดออกอย่างฉับไว ผู้เป็นแม่ก้าวเท้าเดินนำลูกชายเข้าไป
                “จับมือแม่ไว้แน่นๆ แล้วอย่าไปเดินเล่นที่ไหนเด็ดขาด รู้ไหม”
                “คร๊าบบบบบ”...เด็กชายลากเสียงยาวตอบรับผู้เป็นแม่
                “ลุงคนนั้นแต่งตัวหล่อจังเลย” เด็กชายพูดเบาๆพลางชี้มือไปที่นักธุรกิจวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังแผ่หนังสือพิมพ์ปิดหน้าปิดตา
                “แม่...พี่คนนั้นเขาเอาสายอะไรยัดใส่หูหรอ”
                “แม่...ทำไมมันเงียบจังเลย”
                “จุ๊ๆ...อย่าเสียงดังรบกวนคนอื่นเขา” ผู้เป็นแม่ห้ามปราม
ดวงอาทิตย์สีส้มกลมมนเพิ่งลอยตัวออกโผล่พ้นจากเหลี่ยมตึก บรรยากาศบนรถไฟฟ้าในเมืองหลวงยามเช้าเช่นนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่หนีจากจราจรเบื้องล่างที่ติดขัด แต่กลับเงียบกริบ ถ้าไม่นับเสียงของพนักงานอัตโนมัติที่ดังมาเป็นระยะๆ
“ที่นี่สถานีขาลำโพง” เสียงดังมาจากลำโพงน้อยๆที่พนักงานอัตโนมัติเป็นผู้พูด
“เอาล่ะ ลงได้แล้วลูก ตามแม่มาอย่าช้า เดี๋ยวเขาว่าเอา” เด็กชายไม่พูดอะไรได้แต่ทำตามที่แม่บอก แต่ก็สงสัยว่าใครจะว่าราในเมื่อเราก็ซื้อตั๋ว ไม่ได้แอบขึ้นมาสักหน่อย
สองแม่ลูกเดินเท้ามาไม่นานนักก็ถึงสถานีรถไฟ แล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วทันที
“ขอตั๋วรถไฟฟรี ไปพิจิตร 2 ใบค่ะ”
“รถไฟจอดอยู่ที่ชานชาลาที่ 2 นะค่ะ”
“รถออกกี่โมงค่ะ”
“แปดโมงครึ่งตามเวลาค่ะ”
หลังจากจบบทสนทนาแบบสั้นๆ ผู้เป็นแม่ก็พาลูกชายไปนั่งบนรถไฟเพื่อรอเวลาที่รถไฟจะออกวิ่ง
“ข้าวเหนียวหมูปิ๊งร้อนๆมั๊ยครับ” เด็กชายหูผึ่งทันทีที่ได้ยินเสียง แต่ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากพูดออกมาผู้เป็นแม่ก็ชิงบทพูดเสียก่อน
“หิวมั๊ยลูก แม่จะซื้อให้” เด็กชายไม่ตอบได้แต่พยักหน้าและฉีกยิ้มด้วยความดีใจ
หมูปิ๊งสีเหลืองน่าอร่อยส่งกลิ่นหอมออกมานอกถุงพร้อมกับข้าวเหนียวร้อนๆที่ถูกอัดอยู่ในถุงเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนาๆ ลุงคนขายใจดีแถมหมูปิ๊งให้ด้วย  เด็กชายกัดเน้นอยู่ข้างหนึ่งแล้วใช้มือดึงให้หมูหลุดออกจากไม้
“ขอโทษค่ะ ตรงนี้มีใครนั่งรึเปล่าค่ะ” หญิงแปลกหน้าแทรกถามพลางชี้มือมาที่ที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“ไม่มีค่ะ”  แม่เด็กชายตอบคำถามหญิงสาวที่หน้าตารุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ หญิงแปลกหน้าเอื้อมมือเก็บกระเป๋าสัมภาระไว้ที่หิ้งข้างบน แล้วหย่อนตัวนั่งลงบนเบาะตรงข้ามกับสองแม่ลูก
เพียงชั่วอึดใจที่ความเงียบเข้าเกาะกุมพื้นที่เล็กๆ บริเวณนั้นหญิงแปลกหน้าก็อดใจไม่ไหวที่จะให้ความเงียบเข้ามายึดอำนาจ เธอจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นก่อน
“กี่ขวบแล้วค่ะเนี่ย ?” เธอพูดพร้อมดวงตาที่มองมาทางเด็กชาย
“ห้าขวบแล้วค่ะ”
“น่ารักจังเลย คงเลี้ยงง่ายน่าดู...จะเดินทางไปไหนกันค่ะเนี่ย ?”
“กลับบ้านแม่ค่ะ พาหลานไปเยี่ยมแกหน่อย”
เด็กชายเอื้อมมือสะกิดขาของแม่หวังเตือนว่าอย่าไปคุยกับคนแปลกหน้าตามแบบที่แม่เคยเตือนตัวเขา นี่แม่คงจะลืมไปเสียแล้ว แต่เด็กชายก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากนักเพราะดูแล้วท่าทางหญิงแปลกหน้าคนนี้ดูเป็นมิตรดี ไม่มีพิษมีภัย
ไม่นานนักบทสนทนาระหว่างผู้เป็นแม่กับหญิงคนแปลกหน้าก็ได้เพิ่มทวีเรื่องเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความรัก ชีวิตครอบครัว ความเชื่อ ประสบการณ์ต่างๆที่แต่ละฝ่ายได้พบเจอมา เด็กชายนั่งมองดูทุ่งนาสีเขียวขจีตัดกับสีของผืนฟ้าครามราวกับว่ามันเป็นภาพที่ยาวไม่มีกรอบสิ้นสุด ตลอดทางบนรถไฟยังคงมีเสียงของคุณลุงคุณป้าขายของเดินผ่านมาเรื่อยๆ เด็กชายโผล่หน้าออกมานอกที่นั่งเพื่อมองดูทางเดินเขาพบว่ามันไม่ได้เงียบกริบ ทุกพื้นที่ของรถไฟมีผู้โดยสารเต็มไปหมด และพื้นที่ทุกที่ก็มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันหมดไม่เคยได้ว่างเว้นจากความเงียบ
ณ ตอนนี้เด็กชายรู้แล้ว...คำถามที่เขาถามแม่ว่ารถไฟฟ้ากับรถไฟมันต่างกันยังไง มันไม่ได้แตกต่างเพียงแค่ที่แม่บอกเขาเท่านั้น
เด็กชายหันหน้าหาแม่ของเขาแล้วพูดว่า
“ดีแล้วเนอะแม่...ที่ทางไปบ้านยายไม่มีรถไฟฟ้า”  


                นายธนบัตร  ใจอินทร์