วันพุธที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554

รถไฟ(ฟ้า)


รถไฟ(ฟ้า)

 “ไอ้หมาน้อย...ตื่นได้แล้ว เดี๋ยวไม่ทัน”  ประโยคนี้ทำเอาเด็กน้อยสะดุ้งพรวด แม้จะได้ยินบ่อยๆในทุกวันที่จะต้องไปโรงเรียน แต่ตอนนี้ปิดเทอมแล้ว วันนี้สองแม่ลูกกำลังจะเดินทางไปเที่ยวบ้านของยายที่จังหวัดพิจิตร ผลพวงจากพิษเศรษฐกิจทำให้เราต้องมุ่งหน้าเข้ามาสู่เมืองหลวงเพื่อเลี้ยงดูชีวิตครอบครัวให้อยู่รอด แม่ของเขาพาเขามาอยู่ด้วยโดยแม่ขายอาหารตามสั่งอยู่หน้ามหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ส่วนพ่อทำอาชีพรับจ้างอยู่อีกจังหวัดหนึ่ง ถึงแม้สมาชิกครอบครัวจะอยู่ห่างกันบ้างแต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาเลย ในยุคเทคโนโลยีเช่นนี้โทรศัพท์มีส่วนให้ครอบครัวได้ใกล้ชิดกันมากขึ้น
“เดี๋ยวเราจะขึ้นรถไฟฟ้าแล้วต่อด้วยรถไฟกัน”
“อ้าว...แล้วมันต่างกันยังไงหรอแม่”
ช่างเป็นคำถามที่น่าขัน เมื่อได้ยินจากปากเด็กวัย 5 ขวบ ในการเดินทางครั้งที่ผ่านๆมานั้นแม่ได้แต่พาขึ้นรถทัวร์ ครั้งนี้จะเป็นครั้งแรกที่แม่จะพาขึ้นรถไฟที่ไม่ใช่รถไฟฟ้า
“มันก็เหมือนๆกันล่ะลูก แต่ต่างตรงที่ว่ารถไฟใช้น้ำมัน รถไฟฟ้าใช้ไฟฟ้า เท่านั้นเอง”
“อ๋อ...ผมนึกว่ารถไฟเขาจะจุดไฟ ก่อนที่จะออกวิ่ง” แม่หลุดหัวเราะเบาๆกับความคิดของลูกชาย
.....ประตูรถไฟฟ้าเลื่อนเปิดออกอย่างฉับไว ผู้เป็นแม่ก้าวเท้าเดินนำลูกชายเข้าไป
                “จับมือแม่ไว้แน่นๆ แล้วอย่าไปเดินเล่นที่ไหนเด็ดขาด รู้ไหม”
                “คร๊าบบบบบ”...เด็กชายลากเสียงยาวตอบรับผู้เป็นแม่
                “ลุงคนนั้นแต่งตัวหล่อจังเลย” เด็กชายพูดเบาๆพลางชี้มือไปที่นักธุรกิจวัยกลางคนคนหนึ่งที่กำลังแผ่หนังสือพิมพ์ปิดหน้าปิดตา
                “แม่...พี่คนนั้นเขาเอาสายอะไรยัดใส่หูหรอ”
                “แม่...ทำไมมันเงียบจังเลย”
                “จุ๊ๆ...อย่าเสียงดังรบกวนคนอื่นเขา” ผู้เป็นแม่ห้ามปราม
ดวงอาทิตย์สีส้มกลมมนเพิ่งลอยตัวออกโผล่พ้นจากเหลี่ยมตึก บรรยากาศบนรถไฟฟ้าในเมืองหลวงยามเช้าเช่นนี้เนืองแน่นไปด้วยผู้คนที่หนีจากจราจรเบื้องล่างที่ติดขัด แต่กลับเงียบกริบ ถ้าไม่นับเสียงของพนักงานอัตโนมัติที่ดังมาเป็นระยะๆ
“ที่นี่สถานีขาลำโพง” เสียงดังมาจากลำโพงน้อยๆที่พนักงานอัตโนมัติเป็นผู้พูด
“เอาล่ะ ลงได้แล้วลูก ตามแม่มาอย่าช้า เดี๋ยวเขาว่าเอา” เด็กชายไม่พูดอะไรได้แต่ทำตามที่แม่บอก แต่ก็สงสัยว่าใครจะว่าราในเมื่อเราก็ซื้อตั๋ว ไม่ได้แอบขึ้นมาสักหน่อย
สองแม่ลูกเดินเท้ามาไม่นานนักก็ถึงสถานีรถไฟ แล้วตรงไปที่เคาน์เตอร์จำหน่ายตั๋วทันที
“ขอตั๋วรถไฟฟรี ไปพิจิตร 2 ใบค่ะ”
“รถไฟจอดอยู่ที่ชานชาลาที่ 2 นะค่ะ”
“รถออกกี่โมงค่ะ”
“แปดโมงครึ่งตามเวลาค่ะ”
หลังจากจบบทสนทนาแบบสั้นๆ ผู้เป็นแม่ก็พาลูกชายไปนั่งบนรถไฟเพื่อรอเวลาที่รถไฟจะออกวิ่ง
“ข้าวเหนียวหมูปิ๊งร้อนๆมั๊ยครับ” เด็กชายหูผึ่งทันทีที่ได้ยินเสียง แต่ไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากพูดออกมาผู้เป็นแม่ก็ชิงบทพูดเสียก่อน
“หิวมั๊ยลูก แม่จะซื้อให้” เด็กชายไม่ตอบได้แต่พยักหน้าและฉีกยิ้มด้วยความดีใจ
หมูปิ๊งสีเหลืองน่าอร่อยส่งกลิ่นหอมออกมานอกถุงพร้อมกับข้าวเหนียวร้อนๆที่ถูกอัดอยู่ในถุงเป็นรูปสี่เหลี่ยมหนาๆ ลุงคนขายใจดีแถมหมูปิ๊งให้ด้วย  เด็กชายกัดเน้นอยู่ข้างหนึ่งแล้วใช้มือดึงให้หมูหลุดออกจากไม้
“ขอโทษค่ะ ตรงนี้มีใครนั่งรึเปล่าค่ะ” หญิงแปลกหน้าแทรกถามพลางชี้มือมาที่ที่นั่งฝั่งตรงข้าม
“ไม่มีค่ะ”  แม่เด็กชายตอบคำถามหญิงสาวที่หน้าตารุ่นราวคราวเดียวกันกับเธอ หญิงแปลกหน้าเอื้อมมือเก็บกระเป๋าสัมภาระไว้ที่หิ้งข้างบน แล้วหย่อนตัวนั่งลงบนเบาะตรงข้ามกับสองแม่ลูก
เพียงชั่วอึดใจที่ความเงียบเข้าเกาะกุมพื้นที่เล็กๆ บริเวณนั้นหญิงแปลกหน้าก็อดใจไม่ไหวที่จะให้ความเงียบเข้ามายึดอำนาจ เธอจึงเป็นฝ่ายทำลายความเงียบนั้นก่อน
“กี่ขวบแล้วค่ะเนี่ย ?” เธอพูดพร้อมดวงตาที่มองมาทางเด็กชาย
“ห้าขวบแล้วค่ะ”
“น่ารักจังเลย คงเลี้ยงง่ายน่าดู...จะเดินทางไปไหนกันค่ะเนี่ย ?”
“กลับบ้านแม่ค่ะ พาหลานไปเยี่ยมแกหน่อย”
เด็กชายเอื้อมมือสะกิดขาของแม่หวังเตือนว่าอย่าไปคุยกับคนแปลกหน้าตามแบบที่แม่เคยเตือนตัวเขา นี่แม่คงจะลืมไปเสียแล้ว แต่เด็กชายก็ไม่ได้เซ้าซี้อะไรมากนักเพราะดูแล้วท่าทางหญิงแปลกหน้าคนนี้ดูเป็นมิตรดี ไม่มีพิษมีภัย
ไม่นานนักบทสนทนาระหว่างผู้เป็นแม่กับหญิงคนแปลกหน้าก็ได้เพิ่มทวีเรื่องเข้าไปอีกไม่ว่าจะเป็น เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความรัก ชีวิตครอบครัว ความเชื่อ ประสบการณ์ต่างๆที่แต่ละฝ่ายได้พบเจอมา เด็กชายนั่งมองดูทุ่งนาสีเขียวขจีตัดกับสีของผืนฟ้าครามราวกับว่ามันเป็นภาพที่ยาวไม่มีกรอบสิ้นสุด ตลอดทางบนรถไฟยังคงมีเสียงของคุณลุงคุณป้าขายของเดินผ่านมาเรื่อยๆ เด็กชายโผล่หน้าออกมานอกที่นั่งเพื่อมองดูทางเดินเขาพบว่ามันไม่ได้เงียบกริบ ทุกพื้นที่ของรถไฟมีผู้โดยสารเต็มไปหมด และพื้นที่ทุกที่ก็มีปฏิสัมพันธ์ร่วมกันหมดไม่เคยได้ว่างเว้นจากความเงียบ
ณ ตอนนี้เด็กชายรู้แล้ว...คำถามที่เขาถามแม่ว่ารถไฟฟ้ากับรถไฟมันต่างกันยังไง มันไม่ได้แตกต่างเพียงแค่ที่แม่บอกเขาเท่านั้น
เด็กชายหันหน้าหาแม่ของเขาแล้วพูดว่า
“ดีแล้วเนอะแม่...ที่ทางไปบ้านยายไม่มีรถไฟฟ้า”  


                นายธนบัตร  ใจอินทร์

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น