วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

บทบันทึกเรื่อง " รถไฟฟรี "


บทบันทึกเรื่อง   รถไฟฟรี

เสียงประกาศ!...ดังขึ้นราวกับเสียงสวรรค์พร้อม กับเสียงของผู้คนที่บอกให้คนข้างๆเตรียมตัวสำรวจของให้ครบ และเตรียมพร้อม ! ย่างขาขึ้นสู้เจ้าม้าเหล็ก    
         ช่วงปิดเทอมใหญ่นี้ชีวิตผมไม่ได้ปิดไปกับเพื่อนๆส่วนใหญ่ด้วย แต่ต้องไปเรียนซัมเมอร์ที่ต่างจังหวัดครับ(จริงๆ ก็ไม่ได้อยากเรียน) วันนี้เป็นวันอาทิตย์ครับ ผมหยุดเรียนพิเศษ 1 วัน เพื่อกลับมาเที่ยวที่บ้านในจังหวัดพิจิตร (มาเช้ากลับเย็น) พอชื่นใจแล้วก็กลับไปเรียนที่พิษณุโลกต่อครับ  เอาล่ะ ผมจะเริ่มเล่าประสบการณ์อันน่าประทับใจในครั้งนี้แล้วนะ...!!   
         ทันทีที่รถไฟเทียบชานชาลา กลิ่นของน้ำมัน ควันจากปล่องรถไฟก็โชยมาเตะจมุกของผมเต็มๆ บรรยากาศรอบข้างก็เริ่มวุ่นวายขวักไขว่ขึ้นมาทันตา  ใครขึ้นก่อนก็ได้นั่งก่อน ใครมาช้าก็ได้ยืน นั่นคือกฎของรถไฟฟรี(เพื่อประชาชน)ครับ ไม่นานนักผมกับเพื่อนก็ได้ที่นั่งแถมได้ข้างหน้าต่างซะด้วย ต้องเอ่ยคำว่าขอขอบคุณที่คนอื่นเดินช้า  ^ ^
         ไม่นานนักผมก็ได้พบกับเหตุการณ์หนึ่งในโบกี้ของรถไฟเที่ยวขึ้น(ปลายทางจำไม่ ได้)ซึ่งผมแปลกใจมาก ผมขอตัดสถานการณ์ โดยหยิบยกมนุษย์ 2 คน(ที่จริงหลายร้อยคน) เข้ามาอยู่ในบันทึกนี้ด้วยนะครับ 

       คนมาทีหลัง       :  ขอโทษค่ะ ตรงนี้มีใครนั่งรึเปล่า ?
       คนนั่งก่อนหน้า   :  อ๋อ...ไม่มีค่ะ นั่งได้เลย

         ผมเล็งเห็นว่า จุดกำเนิดของอะไรบางอย่างได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว หลังจากคนที่มาทีหลังเก็บกระเป๋าสัมภาระเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทิ้งเวลาไม่เกิน 5 นาที จะมีฝ่ายหนึ่งที่รู้สึกว่าอดใจไม่ไหว อึดอัด แน่น และทนต่อไปไม่ได้อีกแล้ว  จะเป็นฝ่ายยอมที่ตนเองจะเริ่มเปิดประเด็นสนทนา เพื่อได้เพื่อน ได้เสียงคุยกลบเสียง ฉึกกะฉัก ฉึกกะฉักของรถไฟ

       คนมาทีหลัง       :  ไปไหนค่ะเนี่ย ?
       คนนั่งก่อนหน้า   :  ไป........ เนี่ยค่ะ



ผมมองเห็นว่า มันคือจุดเริ่มต้นจุดเล็กๆ ของมนุษย์ที่เป็นการเริ่มต้นของปฏิสัมพันธ์ที่ดี(ของ-ชาวชนบท)  แล้วในช่วงเวลาต่อมา ประเภทและหัวข้อของบทสนทนาก็จะถูกยกออกมาอย่างเป็นธรรมชาติแบบไม่มีรอยต่อ และไม่มีการอั้น เหตุบ้านการเมือง ความเห็นส่วนตัวที่ตรงกันของทั้ง 2 ฝ่าย ชีวิตที่ผ่านมาของตนเอง(ครอบครัว ความรัก ความเชื่อ ศาสนา) หลายเรื่องหลายบท เบลอบลาๆ ที่แต่ละฝ่ายพยายามพูดมาตลอด เพื่อที่จะทำลายกำแพงแห่งความเงียบตลอดเส้นทางที่รถไฟวิ่ง และจนกว่าอีกฝ่ายจะถึงจุดหมายปลายทาง 
       เพื่อนๆ เห็นอะไรเหมือนผมรึเปล่าครับ ? ทั้งๆที่คนทั้ง 2 ไม่เคยรู้จักกันมาก่อน ต่างไม่รู้ชื่อนามสกุลกัน  ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จุดหมายปลายทางของอีกฝ่าย แต่กลับคุยกันได้อย่างถูกปากถูกคอราวกับว่าไม่ได้เจอกันมานับสิบปี เรียกได้ว่าตลอดเส้นทางนี้เสียงเจ๊าะแจะ จอแจ ...! ได้กลับเงามัจจุราชแห่งความเงียบ ไปเสียหมดแล้ว
......................................
       จากการบันทึกข้อความข้างต้น ทำให้ผมหวนไปถึงประสบการณ์อย่างหนึ่งที่เคยสัมผัสมาคุณลองนึกภาพตามผมนะครับแต่ไม่ต้องถึงขนาดหลับตา เดี๋ยวอ่านต่อไม่ได้...?
       ภายในรถไฟ(ฟ้า)ในเมืองหลวง ผมขอตัดสถานการณ์ โดยหยิบยกมนุษย์ หลายพันคน เข้ามาอยู่ในบันทึกนี้ด้วย  ต่างไม่รู้ชื่อนามสกุลกัน  ต่างฝ่ายต่างไม่รู้จุดหมายปลายทางของอีกฝ่าย ต่างคนขึ้น ต่างคนนั่ง ต่างคนยืน ต่างคนเงียบ ต่างคนฟังเพลง บ้างก็หลับ บ้างก็คุยโทรศัพท์เพื่อฆ่าความเงียบ ผมถามตัวเองขณะที่ยืนสังเกตพวกเขาอยู่บนรถไฟ(ฟ้า)ว่าอะไรคือสิ่งที่ทำให้มิตรภาพไม่เกิดบนรถไฟขบวนนี้ ตลอดเส้นทางจึงไม่ต่างอะไรไปกับป่าช้า ที่มีแต่ต้นไม้ยืนตายซาก
          ผมนำ 2 เหตุการณ์มาเปรียบเทียบกัน ซึ่งแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ทุ่งนาเขียวขจีกับพื้นซีเมนต์ราบเรียบสีดำ , ภูเขาหญ้าหัวมนๆกับภูเขาคอนกรีตหัวเหลี่ยมๆ , นกน้อยกับนกเหล็ก ,ต้นไม้กับป้ายโฆษณา , อาทิตย์ลับเหลี่ยมเขากับอาทิตย์ลับเหลี่ยมตึก , อากาศสดชื่นเต็มปอดกับควันไอเสียที่เต็มจมูก
       ตลอดระยะเวลา 2 ชั่วโมงที่ผมได้นั่งบนรถไฟขบวนนี้มันมีความสุขมากๆ ได้มองดูมิตรภาพระหว่างเพื่อนมนุษย์ที่หลายๆคนโหยหา   ได้ทัศนาบรรยากาศตลอดเส้นทาง ทุ่งนาป่าเขาเขียวขจี พระอาทิตย์ที่ตกดิน บรรทัดสุดท้ายของการบันทึกครั้งนี้ผมคงได้บอกว่า "รถไฟฟรีนี้คุ้มค่าจริงๆ "
ปล. และผมอดที่จะขอขอบคุณรัฐบาลไม่ได้  ที่ท่านไม่สร้างรถไฟฟ้ามาบ้านนอก     

                                                                                                                 บันทึกโดย
                                                                                                      นายธนบัตร     ใจอินทร์
                                                                                                 วันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ.๒๕๕๓


วันศุกร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ฉันไม่รู้

ฉันไม่รู้

พึ่บพับ!พึ่บพั่บ! ผืนม่านเปิด                            กำหนดเกิดตัวละครในตอนใหม่
บรรยากาศเคว้งคว้างและกว้างไกล                            เวทีใหญ่มโหฬารรูปขวานทอง
            เปิดฉากตำนานการต่อสู้                                  เหล่าคนดูเงียบฟังนั่งจ้อง
กลิ่นดินปืนเสียงเชือดรอยเลือดนอง                            คนดูร้องไม่อยากยลบนเวที
            เสียงประกาศก้องมาอย่ารีบท้อ                        ต้องสู้ต่อเคียงพ้องนะน้องพี่
ต้านลูกปืนด้วยมือเปล่าเข้าราวี                                    กู้ศักดิ์ศรีย้ำเน้นความเป็นคน
            เสียงตะโกนกู่ร้องของอีกฝ่าย                          หยุดชี้นำทำลายไร้เหตุผล
เราไม่อยากเข่นฆ่าประชาชน                                       เลิกเล่นกลหากบรรลุยุติพลัน
            ปัง!ปัง!ตูมตาม!สงครามปะทุ                          ระเบิดดุควันไฟไกปืนลั่น
ตัวละครดับดิ้นสิ้นชีวัน                                               ภาพความฝันเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม
            เมื่อต่างฝ่ายต่างรั้นดันทิฐิ                                 แผลที่ปริอักเสบจึงเจ็บเพิ่ม
รอบรอยแผลที่ช้ำโดนซ้ำเติม                                       อาการเริ่มบ่งเห็นเป็นเพราะใคร
            เลือดเข้มข้นสายเดียวกันแท้แท้                       หยุดตั้งแง่ดึงดื้อได้หรือไม่
หยุดการเค้นน้ำตาแผ่นดินไทย                                    หยุดละครได้ไหมไม่อยากดู
            ฉันไม่ทราบใครกำหนดบทเรื่องนี้                   เป็นเรื่องที่อัปยศแสนอดสู
ฉันเจ็บใจตัวชาน้ำตาพรู                                              “ เพราะไม่รู้ใครกำหนดบทละคร

                                                                                                                      ธนบัตร     ใจอินทร์