วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2554

จงเติมความตายลงในช่องว่าง



จงเติมความตายลงในช่องว่าง

เหงื่อเม็ดเป้งเริ่มแทรกผิวหนังผุดขึ้นมาบนใบหน้าของผม รู้สึกว่าคืนนี้มืดผิดปกติ มันมืดจนแสงไฟจากเสาไฟฟ้าข้างทางสว่างเท่าปลายธูป หรือสมองของผมอาจเบลอมากไปจนส่งผลให้สายตาฝ้าฟาง
            เชี้ย! สับสนไปหมดแล้ว ผมคิดว่าผมเลือกถูกทางแล้วนะ ทำไมสวรรค์ไม่เห็นใจผมบ้างเลย หรือว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่พอให้คนเลวที่อยากจะกลับตัวเป็นคนดีได้ยืนแล้ว ตอนที่ผมทำชั่วผมยังใช้ชีวิตอยู่ได้ตั้งนานแต่เมื่อผมอยากกลับตัวเป็นคนดีทำไมเวลาเหลือน้อยแบบนี้ แม่งเอ้ย! มืดแปดด้านมันต้องมีด้านที่เก้าอยู่บ้างสิ หรือผมอาจเลือกทางเดินผิด อันที่จริงผมไม่น่าเลือกมาเดินเส้นทางใหม่เลย ไอ้โง่ ใช่แล้วผมมันโง่...
            ผมชื่อ ขจร ศักดิ์เสถียร เป็นลูกน้องของเจ้าพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ของประเทศ
ที่สำคัญกว่านั้นคือ ผมเป็นลูกน้องคนสนิทของเขา หน้ากากของเจ้านายผมคือนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มูลค่าหลายพันล้าน เขาเป็นคนใจดี โอบอ้อม ให้ความร่วมมือกับโครงการของทางภาครัฐและเอกชนเสมอมา ทำให้ไม่มีใครสงสัยหน้าที่แท้จริงของเขาเลยแม้แต่น้อย ผมคอยคุมการส่งยาบ้าให้เจ้านายมา 6 ปีแล้ว จนกระทั่งเมื่อ 3 เดือนก่อนที่เป็นจุดหักเหของชีวิต
            พ่อผมตาย ตายเพราะยานรก ผมยังจำภาพนั้นได้ดี วันนั้นพ่อขายก๋วยเตี๋ยวอยู่หน้าบ้าน ในขณะที่กำลังถือชามก๋วยเตี๋ยวไปเสิร์ฟที่โต๊ะลูกค้า จู่ๆก็มีคนเมายาบ้าถือมีดปลายแหลมวิ่งเข้ามาจ้วงแทงพ่อผมไม่ยั้งมือ รอยมีดสิบกว่าแผลกระจายอยู่เต็มทั่วท้อง เลือดแดงเข้มอาบเต็มเสื้อยืดขาวตัวที่พ่อใส่ขายของประจำ แม่ผมกรีดร้องราวกับคนเสียสติ ชาตะชีวิตของคนเมายาบ้าขาดสะบั้นลงด้วยการถูกรุมประชาทัณฑ์จากชาวบ้านในละแวกนั้น หลังจากงานศพของพ่อสิ้นสุดลง ผมเก็บตัวเงียบกว่าหนึ่งสัปดาห์ และได้ตัดสินใจว่า จะตั้งใจและตั้งตัวเป็นศัตรูกับไอ้ยานรกแบบลับๆ
            ผมส่งแอบข้อมูลการส่งยาบ้าของเจ้านายให้กับตำรวจ โดยที่ในขบวนการของผมไม่มีใครรู้แม้แต่คนเดียว  ตั้งแต่นั้นมาทำให้ตำรวจบุกทลายการซื้อขายยาบ้าได้แทบทุกครั้ง ผมรู้สึกดีใจเล็กๆที่อย่างน้อยได้มีส่วนทำให้สังคมนี้ปลอดยาเสพติด แม้อาจจะไม่หมดไปเลยก็ตาม แน่นอนเพราะไม่ได้มีคนค้าขายแค่รายเดียว
            วันหนึ่งเจ้านายก็โทรศัพท์มาหาผม
            ไอ้จร มึงอยู่ไหนวะ
            “อยู่บ้านครับนาย
            “มึงมาหากูที่บ้านหน่อย ตอนนี้เลย
            ได้ครับ เดี๋ยวผมไป ไม่รู้ว่ามีงานอะไรเร่งรีบหรือ เปล่าปกติแล้วเขาไม่ค่อยเรียกผมไปหาแบบนี้ ส่วนมากจะนัดตามร้านอาหารหรือแค่โทรมาคุยเรื่องงานเท่านั้น ถึงผมเป็นลูกน้องคนสนิทแต่ก็ไม่ได้เป็นคนขี้ประจบสอพลอ นี้อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาไว้ใจก็เป็นได้
ผมขับรถมอเตอร์ไซค์คู่ใจมาถึงบ้านของเจ้านาย บ้านไม้สักสีเหลืองทองหลังใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ บ้านขนาดสองชั้นหลังคาทรงสูง รถยนต์นำเข้าจากต่างประเทศจอดเรียงรายอวดโฉมกันหน้าสลอนอยู่ในโรงรถ นี่ถ้ารวมสวนพรรณไม้รอบๆบ้านด้วยแล้วก็คงกว้างประมาณร้อยกว่าไร่
สกปรกทั้งหลังผมแสยะยิ้ม จะมีใครรู้บ้างว่าบ้านหลังนี้สร้างมาจากเงินสกปรก           
            ผมเดินมาจนถึงห้องของเจ้านายคนเก่ง เอื้อมมือบิดลูกบิดสีทองแล้วออกแรงดันประตูเข้าไป และนั่น!เจ้านายของผมนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานตัวเก่งที่ทำมาจากไม้มะค่าสีดำมะเมื่อม
            มาไวจริงๆ ให้มันได้อย่างนี้สิ ถ้าลูกน้องคนอื่นได้อย่างมึงนี่กูคงไม่ต้องเหนื่อยมากขนาดนี้หรอก
            ผมไม่ตอบได้แต่ยิ้มลูกเดียว
            เอ้านี่ ของฝากจากจีน ให้ไปแล้วก็ใส่ซะด้วย กูไม่ได้ให้เอาไปเก็บผมยื่นมือรับถุงกระดาษหรูใบโตแล้วยกมือไหว้ หยิบของข้างในออกมาดูจึงพบว่ามันเป็นเสื้อเชิ้ตผ้าไหมสีน้ำเงินตัวงาม มันคงราคาหลายพันอยู่
            ขอบคุณครับผมยกมือไหว้อีกครั้งหนึ่ง คิดว่าเสื้อเชิ้ตตัวนี้มันคงไม่ทำให้เจ้านายผมขนหน้าแข้งร่วงหรอก
            แล้วก็นี่ล็อตต่อไป จัดการให้ดีล่ะ พักหลังนี่ตำรวจกวนบ่อยเหลือเกินเจ้านายยื่นซองสีน้ำตาลให้ผม ไม่ต้องเปิดดูก็รู้ว่าข้างในคืออะไร มันคือข้อมูลการส่งยาบ้าในรอบต่อไป
            ครับผมผมตอบสั้นๆแต่หนักแน่น
               เช้าวันต่อมา ผมลุกขึ้นจากที่นอนด้วยความสดชื่นเป็นพิเศษ วันนี้ผมต้องทำหน้าที่ของหัวที่สองที่ตนเองรับผิดชอบ ผมรีบอาบน้ำแต่งตัวและไม่ลืมที่จะใส่เสื้อเชิ้ตตัวงามที่เจ้านายให้มา
            10 โมงเช้าร้านกาแฟร้านหนึ่งห่างจากที่พักของผมไม่มากนัก นั่งรอไม่นานบุคคลที่นัดไว้ก็ปรากฏตัว
            เชิญนั่งครับ ผมพูด
            ขอบคุณครับผม ไม่ได้เจอคุณหลายอาทิตย์แล้ว ของหมดหรอครับถึงไม่มีข่าว
            “พอดีเจ้านายผมเดินทางไปต่างประเทศก็เลยหายไปพักหนึ่ง
            “วันนี้ก็เลยเอาข่าวดีมาบอกใช่มั้ยครับ
            ผมพยักหน้า ยิ้ม...
โรงแรมแดนฟ้า สุขุมวิท64  ชั้น8 ห้อง 809
ทำไมคุณถึงไม่ยอมบอกตัวจริงของเจ้านายคุณให้เรารู้ล่ะ ตำรวจพร้อมที่จะคุ้มกันคุณเสมอนะ
ผมเกรงว่าเกราะของเจ้าหน้าที่จะแกร่งไม่พอนะสิครับ เอาไว้ผมพร้อมเมื่อไหร่ผมจะเปิดโปงทุกสิ่งเอง
การสนทนาระหว่างผมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจจบลงด้วยกาแฟคนละถ้วย
ผมเดินออกมานอกร้าน การเปลี่ยนสภาพอากาศจากเย็นเฉียบแบบกะทันหันทำให้ร่างกายของผมแทบวูบลงไปกองกับพื้น ชายชุดดำแปลกหน้าสวมหมวกกันน็อคสองคนขี่มอเตอร์ไซค์มาจอดเฉียดผมไม่ห่างนัก ทันใดนั้นไอ้คนซ้อนก็เล็งปืนลูกโม่สมิทแอนด์เวสสันมาที่ผม ผมรู้จักปืนรุ่นนี้ดีเพราะมันเป็นอาวุธคู่กายของผม แต่แล้วมันก็ไม่ยิง มันทำท่าขยับปืนขึ้นราวกับว่ากระสุนได้พุ่งตัวออกจากรังเพลิงมาแล้ว คนขับบิดคันเร่งมอเตอร์ไซค์กระชากตัวออกไปโดยทิ้งผมยืนตัวสั่นเทาอยู่ตรงนั้น
ผมเรียกสติคืนกลับมา เจ้านายผมคงจะรู้ความจริงทั้งหมดแล้ว รีบพาตัวเองออกจากสถานที่นั้นโดยเร็วที่สุด ผมจะไม่กลับบ้าน ตอนนี้บ้านคงโดนลูกน้องคนอื่นๆยึดเอาไว้แล้ว ผมโบกมือเรียกแท็กซี่คันหนึ่ง
ไปไหนก็ได้ ที่ไกลจากกรุงเทพ ผมมีเงินผมบอก คนขับแท็กซี่พยักหน้า ผมจึงก้าวขึ้นรถอย่างรวดเร็ว แอร์เย็นเฉียบปะทะเหงื่อบนใบหน้าทำให้ผมรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง  ผมคิดว่าผมเลือกถูกทางแล้วนะ ทำไมสวรรค์ไม่เห็นใจผมบ้างเลย หรือว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่พอให้คนเลวที่อยากจะกลับตัวเป็นคนดีได้ยืนแล้ว ตอนที่ผมทำชั่วผมยังใช้ชีวิตอยู่ได้ตั้งนานแต่เมื่อผมอยากกลับตัวเป็นคนดีทำไมเวลาเหลือน้อยแบบนี้
ผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา เผลอหลับไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
จอดตรงนี้เลยครับพี่ เท่าไหร่ครับ
สองพันครับผมหยิบกระเป๋าเงิน ส่งธนบัตรให้คนขับไปสองพันห้าร้อยบาท
ที่นี่ที่ไหนครับ
ผมพาคุณมาสระแก้วครับคนขับแท็กซี่บอก เขาจะรู้หรือเปล่าว่าเขาพาผมมาจังหวัดบ้านเกิด แต่ก็ดี ผมหวังว่าที่นี้จะทำให้ผมรอดชีวิตจากเงื้อมือมัจจุราชได้
ผมเปิดประตูรถก้าวออกมา ตอนนี้มืดสนิทแล้ว เหงื่อเม็ดเป้งเริ่มแทรกผิวหนังผุดขึ้นมาบนใบหน้าของผม รู้สึกว่าคืนนี้มืดผิดปกติ มันมืดจนแสงไฟข้างทางสว่างเท่าปลายธูป หรือสมองของผมอาจเบลอมากไปจนส่งผลให้สายตาฝ้าฟาง ผมขยับคอเสื้อเพื่อระบายอากาศที่ร้อนรุ่ม มือไปโดนกระดุมเม็ดหนึ่งที่ปกเสื้อ กระดุมเม็ดนั้นใหญ่กว่าเม็ดอื่น ผมกระชากกระดุมเม็ดนั้นจนขาดออกจากเสื้อในทันที ขว้างลงที่กับพื้นแล้วกระทืบจนมันแตก ไม่ผิดคาด เผยให้เห็นวงจรไฟฟ้าเล็กๆที่ซ่อนอยู่ในนั้น มันคือเครื่องGPS
ปัง! ผมรู้สึกเจ็บแปลบที่อกข้างซ้าย ...

ธนบินทร์  ใจอัตร

     


                
             
           
   

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2554

การเดินทางบนสะพานชีวิต



การเดินทางบนสะพานชีวิต


                “ชีวิตก็เหมือนขึ้นสะพาน เมื่อถึงกลางสะพานก็เป็นการเดินลง” คำพูดนี้เป็นของปู่เย็น แก้วมะณี เฒ่าทระนงแห่งแม่น้ำสมุทรสงคราม ที่เคยพูดไว้เมื่ออายุเกือบ 100 ปี
             ผมเคยเจอปู่ครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ ในโฆษณาทางโทรทัศน์ตอนนั้นผมโตพอที่จะรู้และคิดแล้ว ผมเจอปู่ฝ่ายเดียว และผมเป็นปู่อีกหลายๆครั้งต่อมาผ่านสื่อโทรทัศน์รายการต่างๆ  แต่รายการที่ผมคิดว่าเจาะลึกชีวิตของปู่แบบถึงแก่นถึงกระดูกจริงๆคือรายการคนค้นฅน ผมได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและความคิดอันสมถะ ปู่เลือกที่จะอยู่กับเรือลำน้อยที่ลอยอยู่บนลำน้ำโดดไม่ต้องเดือดร้อนใคร ปู่เลือกที่จะอยู่แบบนี้เพราะแกมีความสุข ผมไม่ได้ให้ทุกคนมาอยู่บนเรือ แต่อยากให้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองมีความสุขนั่นแหละดี แต่มันต้องเป็นความสุขที่แท้จริงไม่ใช่ความสุขที่มาแบบฉาบฉวยหรือความสุขปลอมๆ
            ตอนนี้ผมอายุ 18 ปีแล้ว ชีวิตผมอาจเดินมาถึงกลางสะพานแล้วก็เป็นได้ ใครจะล่วงรู้ หมอดูที่ไหนผมก็ไม่เชื่อ ถ้าผมเดินมาถึงกลางสะพานจริงๆ นี่หมายความว่าผมกำลังเริ่มเดินลงสะพานแล้ว และแปลได้อีกว่าตอนนี้ผมคิดว่าผมมาตัวเปล่า ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย คำพูดของปู่เย็นเป็นเหมือนสปริงดันความคิดและตัวของผมให้กลับขึ้นยืนมาอีกครั้ง
            ผมเพิ่งกลับจากค่ายยังไรท์เตอร์3 ค่ายนี้เป็นค่ายนักเขียนเรื่องสั้น ผมห่างหายจากการเขียนไปพอสมควรอาจจะรู้สึกอิ่มตัว รู้สึกเบื่อหรือคลังคำในสมองอาจจะไม่พอก็ไม่รู้ แต่ค่ายนี้ทำให้หัวใจของผมที่ฝ่อแฟ่บกลับมาบวมเป่งเต่งตึงขึ้นอีกครั้ง ผมรู้แล้วงานเขียนนี่แหละผมรักมันที่สุด การที่เราห่างมันไปบางครั้งทำให้รู้ว่ามันมีความสำคัญมากเพียงใด และยิ่งมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆผู้ร่วมอุดมคติเดียวกัน(ไม่ใช่อุดมการณ์) เติมไฟฝันให้กันเรื่อยๆทำให้หลังจากกลับค่าย ไฟรักงานเขียนในหัวใจของผมจึงยังไม่มอดดับ นี่แหละเป็นสิ่งที่ผมโหยหา
            ผมกำหนดระยะทางของสะพานชีวิตไม่ได้ แต่ผมสามารถกำหนดการเดินทางบนสะพานได้ ทางอาจชันมากชันน้อย อาจมีเสี้ยนไม้หรือตะปูคอยทิ่มแทง ก็ให้คอยระมัดระวังหน่อย วางแผนให้ดีๆดูทางก่อนแล้วค่อยๆเดิน บางคนสะพานชีวิตยาวถึงร้อยปี บางคนห้าสิบปี บางคนสั้นกว่านั้น หรือบางคนสั้นขนาดที่ว่ายังไม่มีโอกาสได้ใช้ออกซิเจนหายใจสักครั้ง ไม่มีใครรู้หรอกว่าสะพานชีวิตของตัวเองสั้นยาวขนาดไหน และอาจไม่มีใครรู้เลยว่า...พรุ่งนี้เราได้เดินมาถึงตีนสะพานแล้ว !

ธนบินทร์  ใจอัตร





            

วันศุกร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ความในใจของ “เป็ด”



ความในใจของ “เป็ด”


           เขาบอกว่าเป็ดบินได้ แต่ไม่เก่งเท่านก
           เขาบอกว่าเป็ดว่ายน้ำได้ แต่ไม่เก่งเท่าปลา
           และเขาบอกว่าเป็ดวิ่งได้ แต่ไม่เก่งเท่าสิงโต...!!
           เป็ดอาจจะกำลังจามเพราะโดนใครต่อใครนินทา ใครกันนะช่างเปรียบเทียบ ผมอยากรู้จริงๆ มันก็จริงอยู่ซึ่งผมไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ถึงกระนั้นคุณอย่าฟังความข้างเดียว ไม่สงสารเป็ดบ้างหรอ มันกลายเป็นจำเลยไปเรียบร้อยแล้ว จะไปขึ้นโรงขึ้นศาลที่ไหนได้ ล่ามแปลภาษาเป็ดก็ไม่มี วันนี้ผมแค่อยากจะเสนอในมุมมองของเป็ดบ้าง เนื่องจากเป็ดทนไม่ไหวจึงโทรศัพท์มาขอร้องผมให้ช่วยเขียนบทความเพื่อชี้แจงความในใจที่อัดอั้นมานานแสนนาน
           คุณเคยเห็นเป็ดเล่นเฟซบุ๊คบ้างไหม?คุณเคยเห็นเป็ดปิดถนนประท้วงหรือเปล่า? ผมไม่เคยเห็นม็อบชาวเป็ดเทศ เป็ดไทย เป็ดนิโกร หรือแม้เป็ดปักกิ่งก็ไม่เคยเห็นมาชุมนุมเลยแม้ครั้งเดียว หรือมนุษย์มักไม่อยู่เฉยชอบเอาอะไรมาคิดเป็นตุเป็นตะอยู่ตลอดเวลา ...เรามาดูสิ่งที่เป็ดอยากจะบอกเรากันเถอะ...
. . .

           กูบินได้แต่ไม่เก่งเท่านก สิ่งที่กูภูมิใจกว่านกคือ นกมันว่ายน้ำไม่ได้
             กูว่ายน้ำได้แต่ไม่เก่งเท่าปลา แต่สิ่งที่กูได้เปรียบคือ ปลามันมาวิ่งบนบกไม่ได้
            กูวิ่งได้แต่ไม่เก่งเท่าสิงโต สิ่งที่สิงโตมันอับอายคือ มันไม่สามารถบินได้เหมือนกู
           ...ถึงจะไม่ได้เก่งแบบเชี่ยวชาญ แต่อย่างน้อยกูก็เก่งเป็น เก่งแบบรอบด้าน ไม่ได้เก่งด้านเดียว กูมีครูและเรียนรู้เองได้จากสัญชาติญาณ ถึงแม้จะบอกว่ากูเก่งไม่จริง ไม่ลึกซึ้งเหมือนกับนก ปลา สิงโต คำกล่าวหานี้ บอกเลยว่า กูไม่ต้องการแข่งกับใครหน้าไหน กูขอแข่งกับตัวเองดีที่สุด มนุษย์เหวยกินกูแล้วยังจะมาว่ากูอีก ไม่อายบางหรอ พวกมึงบางคนยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย เกาะพ่อแม่กินลูกเดียว ดูกูซิ จะกินก็หาเองเคยให้แม่คาบอาหารมาป้อนใส่ปากซะที่ไหน..
เลิกเปรียบเทียบกูกับสัตว์อื่นๆได้แล้ว พวกกูอยู่กับธรรมชาติ ไม่ได้ไปวุ่นวายยึดบ้านพวกมึงมาอาศัยซะหน่อย กูอยู่กับสายน้ำอยู่กับพื้นดินอุดมสมบูรณ์ ไม่ได้ชอบเตาอบร้อนๆของพวกมึงเลย เผ่าพันธุ์กูออกไข่มาพวกมึงก็เอาไปขาย บ้างก็เอาไปทอดไปเจียวร้อนๆ มึงไม่เห็นน้ำตาพวกกูบ้างหรอ ถ้ากูเอาลูกมึงมาทอดกินบ้างมึงจะว่ายังไง
อารมณ์ไม่ดีก็บอกว่าเซ็งเป็ด อะไรไม่พอใจก็บอกว่า...(ผมขอเซ็นเซอร์นะครับ)เป็ด กูไปทำอะไรให้มึงไม่พอใจมึงถึงกับต้องมา...(เซ็นเซอร์)กู อารมณ์ทางเพศมึงไม่มีที่ระบายแล้วหรอ รูเสาไฟฟ้านั่นปะไร?
โถ่...มนุษย์เอ๋ย ย้อนกลับไปดูตัวเองบ้างเถอะ ทุกวันนี้เก่งอะไรบ้าง นอกจากใช้ปากนินทาว่าร้ายชาวบ้าน ใช้สมองคิดแต่เรื่องสกปรก ใช้หูฟังแต่เรื่องไม่ดี ใช้จมูกดมแต่กลิ่นเหม็นเน่า ยังจะมีหน้ามาว่ากูอีก ไม่อายบ้างหรือ? แต่ถ้ากูเป็นคน..กูอาย อ้ายอาย พอแล้ว ผมขอระบายแค่นี้ละครับคุณธนบัตร ผมไม่ได้ว่าคุณนะ แต่ถ้าคุณจะรับก็ช่วยไม่ได้...”

. . .


คุณเป็ดวางสายไปแล้ว ผมยังคงจุกอยู่ ตั้งแต่ฟังแกเล่ามาก็โดนไปหลายหมัด ถ้าคำพูดเป็นหมัดจริงมีแรงจริงๆผมคงน่วมไปทั่วตัว เหตุผลของเป็ดตัวนี้แน่นมาก เวลากินระวังด้วยนะครับ

กลับ กลับ กลับ กลับ กลับ กลับ กลับ...


ธนบัตร ใจอินทร์
ผู้รับโทรศัพท์