การเดินทางบนสะพานชีวิต
“ชีวิตก็เหมือนขึ้นสะพาน
เมื่อถึงกลางสะพานก็เป็นการเดินลง” คำพูดนี้เป็นของปู่เย็น แก้วมะณี
เฒ่าทระนงแห่งแม่น้ำสมุทรสงคราม ที่เคยพูดไว้เมื่ออายุเกือบ 100 ปี
ผมเคยเจอปู่ครั้งแรกเมื่ออายุประมาณ 7 ขวบ
ในโฆษณาทางโทรทัศน์ตอนนั้นผมโตพอที่จะรู้และคิดแล้ว ผมเจอปู่ฝ่ายเดียว
และผมเป็นปู่อีกหลายๆครั้งต่อมาผ่านสื่อโทรทัศน์รายการต่างๆ
แต่รายการที่ผมคิดว่าเจาะลึกชีวิตของปู่แบบถึงแก่นถึงกระดูกจริงๆคือรายการคนค้นฅน
ผมได้เรียนรู้ถึงการใช้ชีวิตและความคิดอันสมถะ ปู่เลือกที่จะอยู่กับเรือลำน้อยที่ลอยอยู่บนลำน้ำโดดไม่ต้องเดือดร้อนใคร
ปู่เลือกที่จะอยู่แบบนี้เพราะแกมีความสุข ผมไม่ได้ให้ทุกคนมาอยู่บนเรือ
แต่อยากให้อยู่กับสิ่งที่ตัวเองมีความสุขนั่นแหละดี
แต่มันต้องเป็นความสุขที่แท้จริงไม่ใช่ความสุขที่มาแบบฉาบฉวยหรือความสุขปลอมๆ
ตอนนี้ผมอายุ 18 ปีแล้ว
ชีวิตผมอาจเดินมาถึงกลางสะพานแล้วก็เป็นได้ ใครจะล่วงรู้ หมอดูที่ไหนผมก็ไม่เชื่อ
ถ้าผมเดินมาถึงกลางสะพานจริงๆ นี่หมายความว่าผมกำลังเริ่มเดินลงสะพานแล้ว
และแปลได้อีกว่าตอนนี้ผมคิดว่าผมมาตัวเปล่า ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
คำพูดของปู่เย็นเป็นเหมือนสปริงดันความคิดและตัวของผมให้กลับขึ้นยืนมาอีกครั้ง
ผมเพิ่งกลับจากค่ายยังไรท์เตอร์3
ค่ายนี้เป็นค่ายนักเขียนเรื่องสั้น
ผมห่างหายจากการเขียนไปพอสมควรอาจจะรู้สึกอิ่มตัว รู้สึกเบื่อหรือคลังคำในสมองอาจจะไม่พอก็ไม่รู้
แต่ค่ายนี้ทำให้หัวใจของผมที่ฝ่อแฟ่บกลับมาบวมเป่งเต่งตึงขึ้นอีกครั้ง
ผมรู้แล้วงานเขียนนี่แหละผมรักมันที่สุด การที่เราห่างมันไปบางครั้งทำให้รู้ว่ามันมีความสำคัญมากเพียงใด
และยิ่งมีเพื่อนๆพี่ๆน้องๆผู้ร่วมอุดมคติเดียวกัน(ไม่ใช่อุดมการณ์) เติมไฟฝันให้กันเรื่อยๆทำให้หลังจากกลับค่าย
ไฟรักงานเขียนในหัวใจของผมจึงยังไม่มอดดับ นี่แหละเป็นสิ่งที่ผมโหยหา
ผมกำหนดระยะทางของสะพานชีวิตไม่ได้
แต่ผมสามารถกำหนดการเดินทางบนสะพานได้ ทางอาจชันมากชันน้อย
อาจมีเสี้ยนไม้หรือตะปูคอยทิ่มแทง ก็ให้คอยระมัดระวังหน่อย
วางแผนให้ดีๆดูทางก่อนแล้วค่อยๆเดิน บางคนสะพานชีวิตยาวถึงร้อยปี บางคนห้าสิบปี
บางคนสั้นกว่านั้น หรือบางคนสั้นขนาดที่ว่ายังไม่มีโอกาสได้ใช้ออกซิเจนหายใจสักครั้ง
ไม่มีใครรู้หรอกว่าสะพานชีวิตของตัวเองสั้นยาวขนาดไหน
และอาจไม่มีใครรู้เลยว่า...พรุ่งนี้เราได้เดินมาถึงตีนสะพานแล้ว !
ธนบินทร์ ใจอัตร

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น