เวลา 6.00 น. ณ โรงพยาบาลแห่งหนึ่งใจกลางกรุง
“อ้าว...คุณหมอนิมิต สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับดรุณี”
“ทำไมวันนี้มาทำงานแต่เช้าเลยล่ะคะ”
“ตามแผนงานแล้ว วันนี้เป็นวันทดสอบผู้ป่วยที่บกพร่องทางจิต ถ้ามีผู้ป่วยคนไหนที่หายเป็นปกติแล้วจะได้ติดต่อญาติให้มารับกลับบ้านได้เลย ผมถึงต้องมาเตรียมตัวแต่เช้าครับ”
“กาแฟหน่อยมั้ยคะ? ดูคุณหมอง่วงๆ” พยาบาลสาวถามด้วยความเป็นห่วง
“โอเคจ่ะ...ขอกาแฟ 1 น้ำตาล 1 ครีม 4 เอ่อ...รบกวนคุณช่วยหยดด่างทับทิมลงไปในกาแฟให้ผมด้วยนะ พอดีว่าตอนนี้ผมเป็นแผลในปาก” คุณหมอหนุ่มพูดพร้อมทำท่าเจ็บปาก
“ได้ค่ะ”
“จะรับกาแฟพันธุ์อะราบิก้า โรบัสต้า หรือไรเบริกาดีคะ”
“เอ่อ...ขออะราบิก้าครับ”
“น้ำตาลนี่จะเป็นน้ำตาลทรายขาว น้ำตาลทรายแดง หรือน้ำตาลปีบ”
“ขอน้ำตาลทรายแดงครับ...ว่าแต่คุณเคยเอาน้ำตาลปีบมาชงกาแฟด้วยเหรอ”
“ดิฉันล้อเล่นค่ะหมอ”
“โอ้...แล้วไป ผมก็นึกว่าคุณพูดจริง”
“คุณหมอ...ตอนนี้ครีมผงสำหรับชงกาแฟของโรงพยาบาลเรามีทั้งที่ทำมาจากนมวัวพันธุ์ออสเตรเลี่ยน อิลลาวารา ชอร์ท ฮอร์น แล้วก็นมโคขุนโพนยางคำของไทยเราไม่ทราบว่าคุณหมอจะรับอะไรดีคะ”
“ผมเป็นพวกชาตินิยม...ขอของไทยดีกว่าครับ”
“คุณหมอค่ะ...น้ำชงกาแฟนี่ต้องร้อนกี่องศา”
“เอาอุ่นๆก็พอครับ เดี๋ยวลวกปาก”
“แก้วกาแฟของเรามีทั้งแบบเบญจรงค์เคลือบทองลายกินรีเล่นน้ำสงกรานต์ แล้วก็แก้วคริสตัลชวาลอฟกี้153เหลี่ยม เป็นแบบไหนดีคะ?...”
“ขอเป็นแบบที่ใส่แล้วไม่รั่วก็พอครับ...” หมอหนุ่มเริ่มรู้สึกว่าตังเองเริ่มหายง่วง
“คุณหมอชอบช้อนแบบไหนคะ...ของเรามีทั้งแบบเงินแท้ ทองแดงแล้วก็โครเมียมผสมนิกเกิลเคลือบทังสเตน”
“ผมชอบแบบที่ตักแล้วไม่หก ช้อนสังกะสีก็ได้ครับ”
“จานรองแก้วเรามีแบบ…”
“ไม่ต้องแล้วครับ กาแฟไม่ต้องแล้ว ขอบคุณคุณดรุณีมากเลย ผมหายง่วงแล้วครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ เป็นหน้าที่ของดิฉันอยู่แล้ว” พยาบาลสาวนามดรุณีฉีกยิ้มแทบจะถึงหู
ณ ห้องทำงานของนายแพทย์นิมิต เตชิตสกุล เขารับผิดชอบอยู่ที่แผนกจิตเวชดูแลผู้ป่วยที่บกพร่องทางจิตของโรงพยาบาลทั้งหมด คนไข้ของเขามีตั้งแต่หวาดกลัวถั่วงอกจนถึงขั้นกลัวเครื่องบินจะมาชน ...เขากำลังนั่งเช็ครายชื่อคนไข้ รวมไปถึงอาการของแต่ละคน...เป็นเวลา 3 เดือนแล้วที่คนไข้เหล่านี้ได้รับการฟื้นฟู ตอนนี้ถึงเวลาเสียทีที่เขาจะต้องทำการทดสอบ
“ฮัลโหล...ดรุณีใช่มั้ยครับ”
“ใช่ค่ะ...คุณหมอมีอะไรคะ”
“ผมรบกวนคุณ ช่วยพาคนไข้ทั้งหมดไปที่สระว่ายน้ำบนดาดฟ้าของโรงพยาบาลหน่อยได้รึเปล่าครับ”
“ได้ค่ะๆ”
เวลา 08.00 น. ณ สระว่ายน้ำบนดาดฟ้าของโรงพยาบาลใจกลางกรุง
“คนไข้มากันครบใช่มั้ยครับ?”
“ครบแล้วค่ะ”
“ขอบคุณมากครับ เดี๋ยวผมขอพูดคุยกับพวกเขาหน่อยนะ”
คนไข้ส่งเสียงบางคนส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดเมื่อได้พบหน้าคุณหมอนิมิต บ้างก็ยิ้ม บ้างก็เหม่อลอยหงอยเหงา บ้างก็นั่งสมาธิ รำไท้เก๊ก เต้นบีบอย สุดแต่ละคนจะปรารถนา
“เอาล่ะครับทุกคน...วันนี้ผมจะพามาผ่อนคลายด้วยการมาว่ายน้ำ เชิญตามสบายเลยครับ ไม่ต้องเสียตังค์ เล่นสนุกกันให้เต็มที่นะครับ”
พอสิ้นเสียงคุณหมอคนไข้ต่างพากันกระโดดลงสระน้ำ ส่งเสียงเฮฮาสนุกสนาน
ดังลั่นดาดฟ้า
“แต่คุณหมอค่ะ...ในสระนี้ไม่มีน้ำนี่ค่ะ” ดรุณีสงสัย
“ครับ...ผมสูบออกเอง”
“แล้วคุณหมอจะทดสอบยังไง”
“ง่ายมาก...ใครที่กระโดดลงไปในสระแล้วทำท่าว่ายน้ำแสดงว่าคนนั้นยังไม่หายดี ยังต้องอยู่โรงพยาบาลเพื่อทำการรักษาต่อไปอีก ส่วนใครที่นั่งอยู่ที่ขอบสระไม่ยอมไปไปว่ายน้ำกับเพื่อนๆ แสดงว่าเขารู้แล้วที่ผมหลอกพวกเขา”
“นั่นไง...เห็นมั้ย คนนั้นล่ะหายแล้ว”
หมอนิมิตชี้ไปที่คนไข้รายหนึ่ง ซึ่งนั่งอยู่ริมขอบสระเอามือเท้าคางราวกับเบื่ออะไรสักอย่าง…หมอวัยหนุ่มและพยาบาลดีใจที่การรักษาที่ผ่านมา 3 เดือนประสบความสำเร็จ ต่างพากันรีบวิ่งเข้าไปหา
“ทำไมคุณไม่ลงไปว่ายน้ำล่ะครับ” หมอนิมิตถามพร้อมยิ้มเล็กๆ
“...ผมว่ายน้ำไม่เป็น...!!”
ตึ้งงง...!! คุณหมอล้มไปกองกับพื้น
