วันพุธที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2555

เรื่องสั้น วันที่ผมกลับบ้าน



            

            ผมยืนอยู่บนสะพานลอย เอาแขนเท้าราวเหล็ก มือสองข้างประสานกันไว้ สายตามองลงไปยังเบื้องล่าง รถยนต์แต่ละคันแย่งกันแซงหน้าวิ่งเข้ามาหาผมแล้วก็ผ่านไป ผมเหม่อลอยสติไม่อยู่กับตัว จนลืมไปว่ายังมีคนเดินอยู่บนนี้ด้วย กระทั่งเสียงโทรศัพท์แหกปากร้องดังขึ้น
“ฮัลโหลครับแม่...”
 “ทำอะไรอยู่ลูก”
“ผมเพิ่งเลิกเรียน...เดี๋ยวกำลังจะไปหาอะไรกินครับ แล้วกินข้าวกันรึยัง”
“จนป่านนี้...กินกันหมดแล้วไม่ต้องห่วง”
“...แม่ใหญ่สบายดีมั๊ยแม่”
“สบายดี..แต่ก็เหมือนเคย”
“โอเค...ครับ เดี๋ยวพรุ่งนี้จะได้เจอกันแล้ว”   
            บทสนทนาทางโทรศัพท์มือถือของผมกับแม่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในเวลาประมาณสองทุ่ม อาจจะไม่ทุกวันแต่ก็ถี่พอที่ทำให้ไม่ลืมน้ำเสียงของแม่ และต้องยอมรับว่าโทรศัพท์ช่วยย่อระยะทางระหว่างใจผมกับแม่ให้สั้นลงจนเกือบจะแนบติดกัน ตั้งแต่วันนั้นที่จากบ้านมาเรียนมหาวิทยาลัยในเมืองหลวง 1 ปีแล้ว ยังไม่ได้กลับบ้านเลย เด็กบ้านนอกอย่างผมหลงแสงสีของเมืองหลวงเข้าอย่างจังเหมือนแมลงน้อยกับหลอดไฟนีออน แต่ตอนนี้ผมมีภูมิคุ้มกันแล้ว แสงสีมายาทำอะไรผมไม่ได้อีกต่อไป
ตอนนี้อยากจะส่งข้อความไปหาเธอสักพันข้อความว่า “การล้อเล่นกับความรักของใครสักคนนี่มันสนุกมากหรอ” ในเมื่อเธอมองไม่เห็นค่าความจริงใจของผม ผมก็จะเก็บไว้ให้คนที่เห็นค่ามันดีกว่า นี่แหละ ผมเพิ่งคิดได้ไม่นาน คนเราจะคิดได้ก็ต่อเมื่อมีอะไรมากระทบกระแทกกระแทกจิตใจ และผมเพิ่งค้นพบว่าการกลับบ้านเป็นอะไรที่น่าทำที่สุดถ้าหากหัวใจบอบช้ำ
            คนขับรถทัวร์แตะเบรกจอดเทียบท่ารถอย่างช้าๆ ประตูรถเปิดออกพร้อมเสียงลมที่อัดดัง ฟังแล้วก็เหมือนรถผายลม ผู้โดยสารทยอยเดินลง ทันทีที่ผมก้าวพ้นประตูรถ แดดร้อนตรงเข้าทำร้ายผิวหนังผมโดยไม่ขออนุญาตสักคำ ระยะทางจากท่ารถนี้ไปบ้านก็อีกเกือบ 10 กิโล ผมกวักมือเรียกมอเตอร์ไซค์รับจ้าง การต่อรองราคากับมอเตอร์ไซค์รับจ้างฉบับผมเป็นอะไรที่น่าสนุก
            “ไปทับคล้อเท่าไหร่ครับ”
            “80
            “ 70 ได้มั้ยครับ”
            “ได้ๆ...ขึ้นเลย”
            บรรยากาศบ้านนอกของผมไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรไปมากนัก ร้านของชำยังไม่ถูกร้านสะดวกซื้อยึดครอง สภากาแฟยังคงเปิดประชุมอยู่ บ้านไม้เก่าติดกันเป็นแถวริมถนนยังไม่ได้เปลี่ยนเป็นตึกคอนกรีต นี่ถ้าเป็นในเมืองคงโดนรื้อทิ้งทำธุรกิจอะไรสักอย่าง การเป็นบ้านนอกบางครั้งก็เป็นเซรุ่มต่อต้านพิษความเจริญบ้าคลั่งได้อย่างดี บ้านนอกไม่ใช่ไม่เจริญ แต่ค่อยๆเติบโตอย่างมั่นคงต่างหาก    
            “ตรงต้นก้ามปูต้นนั้นเลยครับ” ผมชี้มือบอก
            เมื่อรถจอด ยื่นเงินให้น้าเขาไป 100 บาท
“ไม่ต้องทอนครับ” ผมพูด น้าคนขับยิ้ม
ผมไม่ได้รวย ไม่ได้สงสาร ไม่ได้ดูถูกเขา เงินทอนที่ผมจะได้รับไม่ได้ทำให้ผมฐานะดีขึ้น หรือหน้าตาดีขึ้นแต่อย่างใด ยังดีกว่าผมขึ้นแท็กซี่ที่กรุงเทพแล้วเริ่มต้นด้วยราคา 35 บาทโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย อันนี้สิเจ็บใจ ผมถือว่าแลกกับรอยยิ้มอันจริงใจของคนชนบทด้วยกัน
นี่แหละบ้านผม บ้านไม้หลังเก่าใหญ่และใหญ่ที่สุดในละแวกนี้ หลังคาทรงสูง ยกใต้ถุนสูงประมาณ 2 เมตร ชานไม้โล่งยื่นออกมาจากตัวบ้าน หน้าบ้านมีต้นก้ามปูสูงเกือบเท่าหลังคาผลิใบเขียวเข้มเป็นทรงเห็ดขนาดมหึมาแผ่บังแสงแดด ลานหญ้าสีเขียวอ่อนหน้าบ้านตัดกับสีของต้นก้ามปูกว้างเกือบครึ่งสนามฟุตบอล แม่เล่าว่า พ่อใหญ่ซื้อบ้านหลังนี้ต่อจากนายอำเภอที่กำลังจะย้ายงานไปจังหวัดอื่น ตกแต่งนิดหน่อยก็ใช้เป็นเรือนหอได้เลย
แม่ใหญ่มานั่งรอผมอยู่ตรงบันได ผมเดาว่าแกน่าจะมานั่งรอตั้งแต่ได้ยินเสียงรถมอเตอร์ไซค์นำเข้ามาในซอยบ้านแล้ว
“มาแล้วหรอลูก...”แกพูด ผมวางกระเป๋าสัมภาระยกมือไหว้ บรรจงหอมแก้มไปอีกข้างละฟอดใหญ่ แกกอดผมแน่นเหมือนไม่อยากจะปล่อยให้ผมไปไหนอีก
“เดินทางเหนื่อยมั้ย ”
“นิดหน่อยครับ ไม่เป็นไร”
“ทำไมไม่ตัดผมมั่ง”
“โห่...แม่ใหญ่ วัยรุ่นเค้าไว้ทรงนี้กันหมดแหละ”แกยังไม่ยอมปล่อยผมออกจากอ้อมกอดเลย
จนแม่ต้องบอกว่าให้หลานเอากระเป๋าไปเก็บก่อน นั่นแหละแกถึงยอมปล่อย พร้อมกับส่งสายตาค้อนให้แม่เล็กๆน้อยๆ
ผมเข้ามาในห้องเอากระเป๋าเก็บไว้ แม่เดินตามเข้ามา แม่บอกว่าวันนี้แม่ใหญ่ไม่เหมือนทุกๆวัน ผมขมวดคิ้วซ้ายและขวาเข้าหากันเพราะความสงสัย
“ตั้งแต่ลูกเข้ากรุงเทพไปวันนั้น แกก็เงียบมาก ถามคำตอบคำ เหมือนเป็นคนละคน”
ผมได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ
“วันนี้แกตื่นแต่เช้าเลยนะ พอรู้ว่าหลานจะมา ปัดกวาดเช็ดถู ล้างโน่นล้างนี่ แย่งหน้าที่แม่ไปทำหมด”
“แม่ก็อยู่นี่ ไม่เห็นต้องเหงาเลย”
“นี่ลูก ลูกกับหลานน่ะ มันไม่เหมือนกันหรอกนะ เบ่งแกออกมาเสร็จ แม่ก็หัวเน่าแล้ว”  
ประตูห้องถูกเปิดเข้ามาและคนเปิดก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
“จะกินอะไรตอนเย็นกันดีล่ะ” แม่ใหญ่พูดด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม
“แกงฟักทองใส่หมูสามชั้น ไข่เจียว ต้มจืดตำลึงครับ” ผมร่ายเมนูอาหารในจินตนาการทันทีเพราะเมนูนี้พวกนี้ผมนึกมาตลอดทาง
“ไปตลาดซื้อของมานะ...เดี๋ยวจะทำเอง”แม่ใหญ่พูดกับแม่ แล้วแกก็ปิดประตูเดินออกไป
“เห็นไหมล่ะ...แม่บอกแล้ว”

อาหารเย็นนี้อร่อยเป็นพิเศษ อาจเป็นเพราะผมเบื่ออาหารตามสั่งแถวมหาวิทยาลัย ถึงแม้จะตามใจสั่ง แต่มันก็ไม่ได้อย่างใจสั่งร้อยเปอร์เซ็นต์ อาจเป็นเพราะอาหารใจมันอิ่มกว่าอาหารกระเพาะ หรืออาจเป็นเพราะว่าผมเห็นอีกคนกินข้าวท่าทางอร่อยกว่า ผมจึงอร่อยตามไปด้วย
กลางวงอาหารเย็น เราละเลยคำเตือนที่ว่า “กินข้าวอย่าคุยกัน” ผมเล่าชีวิตมหาวิทยาลัยให้แม่และแม่ใหญ่ฟัง ตั้งแต่การรับน้อง การเรียน คบเพื่อน เที่ยว กิจกรรม แม่ใหญ่ฟังด้วยความตั้งอกตั้งใจ ถามแทรกขึ้นมาบ้างว่ามันคืออะไร ผมอธิบายขยายความจนแกพยักหน้าเป็นการบอกว่ารู้แล้ว
“แม่ใหญ่ยังเล่นหวยอยู่รึเปล่า”ผมถาม
“ก็เล่นนิดหน่อย ไม่มากเท่าเมื่อก่อน”
“โกหกมันบาปนะแม่” แม่พูดดักคอ แม่ใหญ่เงื้อมือทำท่าจะตี ภาพนี้ทำให้ผมหลุดยิ้มออกมา
ข้าวหมดจาน น้ำหมดแก้ว หนังท้องตึง เรื่องเล่าจบลงแล้ว แต่ผมรู้สึกมันมีอะไรติดค้างอยู่ในใจ เพราะยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ผมยังไม่ได้เล่าให้ฟัง
การด่าละครหลังข่าวเป็นเรื่องธรรมดาของผู้สูงอายุเหมือนกับลิเกกับแม่ยก ถือว่าเป็นของคู่กัน แม่บอกว่าทุกๆวันจะไม่ด่ามากจะจัดแค่ชุดเล็ก แต่วันนี้หลานกลับมา เลยจัดชุดใหญ่โชว์หลาน โทรทัศน์ถูกวางอยู่นอกมุ้ง จะตั้งเวลาปิดเอาไว้เพราะคนดูมักจะหลับก่อนเสมอ ถ้าไม่อย่างนี้มีหวังค่าไฟพุ่งกระฉูดแน่ๆ
ผมถูกปลุกด้วยเสียงของไอ้โต้งข้างบ้านแทนเสียงนาฬิกาปลุกที่เคยชิน เช้านี้อากาศแจ่มใสเป็นพิเศษ อาจจะเป็นเพราะผมชินกับอากาศที่เปี่ยมไปด้วยมลพิษไปแล้ว อาทิตย์โผล่พ้นเหลี่ยมเขาน่าทัศนากว่าโผล่มาจากเหลี่ยมตึกตั้งเยอะ นานๆจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ให้เต็มพื้นที่ปอดแบบนี้ จึงยืนอยู่บริเวณชานบ้านรับแสงอรุณยามเช้าอยู่นานสองนาน ผมชอบเดินเล่นบนพื้นบ้านที่เป็นไม้ อากาศยามเช้าเช่นนี้ทำให้แผ่นไม้เย็นเยือก ผมเดินเรื่อยๆไปจนถึงบันไดที่ต่อจากชานบ้านลงไปสู่พื้นข้างล่าง ในตอนเด็กๆ ผมชอบนั่งบนบันไดแล้วห้อยขาลงไปแกว่งเท้า นั่งทอดอารมณ์จนสุกได้ที่อยู่บ่อยๆ
            “ชอบหรอลูกบันไดเนี่ย...เอาไปไว้ที่กรุงเทพมั้ย?” แม่ใหญ่เดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ ทำเอาผมสะดุ้งโหย่ง ผมลุกขึ้นจากขั้นบันได แม่ใหญ่นั่งลง กวักมือเรียกผมเข้าไปหา
            “มันนั่งแล้วสบายดี ที่ไหนอยู่แล้วสบายใจผมก็จะอยู่ที่นั่นแหละ” แกฟังผมพูดแล้วก็ยิ้ม
            “สบายใจพอแล้วหรอลูก หนึ่งปีเนี่ย”
            “ผมรู้แล้วครับ มันสบายแบบหลอกลวง บ้านนี่แหละสบายใจที่สุดแล้ว”          
            “แม่ใหญ่...ขอหนุนตักได้มั้ย?” ผมขอร้องแกเพราะการหนุนตักเป็นกิจกรรมที่ผมทำตอนเด็กๆเป็นประจำ
“แล้วแม่ใหญ่เคยห้ามแกได้หรอ” ผมฉีกยิ้มขึ้นมาในทันที นานเท่าใดแล้วที่ผมไม่ได้นอนตักนุ่มๆแบบนี้ แม่ใหญ่ก็คงจะคิดเหมือนกันว่านานเท่าใดแล้วที่ไม่มีหัวหนักๆมาซบตักแบบนี้ ผมนึกไปถึงตอนเด็กๆ แม่ใหญ่ชอบเล่าเรื่องอดีตของแก ผมชอบฟัง บางทีฟังจนผล็อยหลับไปก็มี
ครั้งหนึ่งแกเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ ผมดื้อ นิสัยอยากรู้อยากเห็นชอบทดลอง เลยเอาไขควงไปแหย่พัดลมที่กำลังหมุนจนใบพัดแตกกระจุยกระจาย แม่จะเอาไม้เรียวมาตีผม ตวาดเสียงดังลั่นบ้านพร้อมกับในมือถือไม้เรียวขนาดพอดีกับก้นน้อยๆ เดินตรงดิ่งมาที่ผมทันที
            “จะทำอะไรหลานกู กูเลี้ยงของกูมา เอาไม้บ้าๆของมึงออกไปเดี๋ยวนี้” เสียงแม่ใหญ่ตะโดนดังไม่แพ้กับเสียงของแม่ แกบอกว่าครั้งนั้นแกโกรธแม่ที่สุด เลยพูดคำหยาบออกไป
ผมหนุนตักแม่ใหญ่ เงียบชั่วอึดใจ...แล้วถามแกว่า
“แม่ใหญ่กับพ่อใหญ่ ใครจีบใครก่อน” แกฟังแล้วยิ้ม คงไม่คาดคิดว่าผมจะยิงคำถามนี้
            “พ่อใหญ่แกนะซิ...”
            “พ่อใหญ่มาจีบยังไง ผมอยากรู้”
            “โอ๊ย...มาถามเอาตอนนี้ แม่ใหญ่จำไม่ได้แล้ว”ผมไม่รู้ว่าแกแกล้งจำไม่ได้หรือจำไม่ได้จริงๆ แต่สีหน้าแกดูเขินเอาเสียมากๆ
“เสียดาย หมดบุญก่อน ไม่ได้ทันเห็นหลาน ถ้าอยู่จนป่านนี้...”
            “ทำไมหรอครับ...”
            “บ้านมันคงมีชีวิตชีวามากกว่านี้” ผมเริ่มสังเกตว่าแกน้ำตาซึม
            ความเงียบเข้ามามีบทบาทในพื้นที่นี้อีกแล้ว
            “ผมนี่ไงล่ะ...ตัวแทนพ่อใหญ่” ผมเห็นแกยิ้มอีกครั้ง
            “กลับมาบ้านบ่อยๆนะลูก...อย่าห่างไปแบบนี้อีก”
“ครับ” ผมพูดเพียงคำเดียว          
            “ผมหิวแล้ว อุ่นแกงฟักทองเมื่อคืนกินกันนะ แล้วแม่ไปตลาดยังไม่กลับเหรอเนี่ย”
            แกไม่ตอบ...ได้แต่ยิ้มลูกเดียว
            ถึงแม้ผมจะโตสักเท่าไหร่ แต่ในความคิดของแม่ใหญ่ผมยังคงเป็นเด็กอยู่ทุกวี่วัน เป็นเด็กที่ยังคงต้องการความรัก ความอบอุ่นอยู่เสมอ บ้านหลังนี้อบอุ่นยิ่งนักไม่ร้อนรุ่มเหมือนไฟร้าย ไม่เย็นเฉียบเหมือนสายน้ำขั้วโลก อุ่นใจอย่างพอดิบพอดีเสมือนนกน้อยได้บินกลับรังที่เคยฟักออกจากไข่เมื่อครั้งโน้น
 
            สิ่งหนึ่งที่ผมไม่อยากคาดเดาคือวันที่จะต้องบินจากรังนี้ไปอีกครั้ง...

           



*แม่ใหญ่=ยาย,พ่อใหญ่=ตา

1 ความคิดเห็น: